Thee Folke Wyche 🕸️ The Witch of the folkways 🪾, Wind 🍂and Land 🏔️ , Normal Witch 🪺 จากเมืองเล็กๆ ที่จะมาเล่าและแชร์ประสบการณ์และเรื่องราวต่างๆ ให้กับพี่น้องได้ฟัง

เวทมนตร์พื้นบ้านไม่เพียงแต่มาจากแม่มดเท่านั้น แต่กลับมาจากบาทหลวงได้เหมือนกันครับ หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับการใช้สมุนไพรในพิ...
27/05/2026

เวทมนตร์พื้นบ้านไม่เพียงแต่มาจากแม่มดเท่านั้น แต่กลับมาจากบาทหลวงได้เหมือนกันครับ

หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับการใช้สมุนไพรในพิธีกรรมเวทมนตร์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรัก ความร่ำรวย การป้องกัน และการอวยพร ไม่ว่าจะเป็นเวทมนตร์สายไหน ก็ล้วนมีการหยิบยืมสมุนไพรมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม

แม่มดสาย Folk / traditional witchcraft เองก็มีการหยิบเอาสมุนไพรมาใช้เพื่อสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวันมากเช่นกัน แต่วันนี้ผมจะมาพูดเรื่องของสมุนไพรที่เป็นคาถายอมฮิตที่มักจำมาใช้ประกอบพิธีกรรมป้องกัน

Nine Herb charm

เป็นสมุนไพรเก้าชนิดที่นำมาประกอบพิธีกรรมเพื่อการป้องกัน โดยสมุนไพรเหล่านี้มีคุณสมบัติทางบวก ไม่ว่าจะเป็นการป้องกัน หรือการอวยพร เราสามารถนำสมุนไพรเหล่านี้มาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ครับ

ที่มาที่ไปของ Nine herbs charm นี้มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 10 มาจากบาทหลวงในสมัยนั้นที่มีการจดบันทึกสมุนไพรพื้นบ้านที่ถูกใช้ในการรักษาบาดแผลและโรคร้ายต่างๆ

โดยถูกเขียนในตำราชื่อว่า Lacnunga ซึ่งเป็น manuscript (ต้นฉบับเขียนมือ) จากช่วงประมาณ ค.ศ. 1000 ปัจจุบันถูกเก็บไว้ที่ British Library อยู่ในรหัส Harley MS 585 ครับสามารถบินไปอ่านของจริงกันได้

นอกจากนี้ตำรานี้ไม่ได้เขียนขึ้นด้วยคนๆ เดียว แต่ถูกจดด้วยนักบวชสมัยนั้นที่มีหน้าที่ในการคัดลอกหนังสือ ภาษาที่ใช้เป็นภาษาอังกฤษเก่า (Old English *ภาษาแองโกล-แซกซอน) และภาษาละตินบางส่วน จึงสันนิษฐานได้ว่าเป็นของชาว Anglo Saxon มาก่อนครับ

เนื้อหาในตำราที่เกี่ยวข้องกับ Nibe herbs charm อย่างที่กล่าวไว้คือประกอบไปด้วยสมุนไพรเก้าชนิด ได้แก่

1. Mugwort (Artemisia) – ป้องกันสิ่งชั่วร้าย
2. Plantain (Waybread) – รักษาบาดแผล/พิษ
3. Lamb’s Cress – ชำระล้าง
4. Nettle – ต่อต้านพิษ/การติดเชื้อ
5. Betony – ปกป้องร่างกาย
6. Chamomile – เยียวยา และทำให้จิตใจสงบ
7. Crab Apple – ต้านโรค/ความเสื่อมสภาพ
8. Chervil – สมดุลพลัง
9. Fennel – ขับไล่ความชั่วร้าย

ด้วยตำนานสมุนไพรที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ ทั้งด้านยา และจิตวิญญาณ ทำให้ได้รวบรวมสมุนไพรเหล่านี้มาประกอบพิธีกรรม

ในช่วงเวลาต่อมา เหล่า Cunning folk ก็ได้นำเอาสมุนไพรเหล่านี้มาประกอบพิธีกรรม เพื่อเป็นเครื่องราง พิธีกรรมในการปกป้องความชั่วร้าย และขับไล่วิญญาณร้ายออกไปนั้นเองครับ
ตามธรรมเนียมแล้ว มนตร์ของชาวแซกซอนนี้จะท่องขณะทายาขี้ผึ้ง (salve) ที่ทำจากสมุนไพรเก้าชนิดลงบนร่างกายของเป้าหมาย จากนั้น แม่มดจะเป่าลมเข้าไปในหูและปากของเป้าหมายเพื่อขับไล่วิญญาณร้าย

จนในปัจจุบันแม่มดสาย Folk / Traditional witchcraft ยังได้นำเอาสมุนไพรเหล่านี้มาประกอบพิธีกรรมในการป้องกันสิ่งชั่วร้ายเช่นเดียวกันนั้นเองครับ โดยนำมาใช้ตั้งแต่ห้อยที่หน้าประตูหน้าต่าง ใส่ในถุงเป็นเครื่องราง โรยในวงกลมในขณะประกอบพิธีกรรมช่วยเรื่องการป้องกัน หรือวัสดุทางเวทมนตร์ (magica-materia) วางบนโต๊ะพิธีเพื่ออวยพร

เราสามารถปรับเอาสมุนไพรเหล่านี้มาใช้ในชีวิตประจำวันได้ทั้งสรรพคุณทางยา และจิตวิญญาณ โดยนำมาทั้งหมดก็ได้ หรือเลือกเอาสมุนไพรบางอย่างได้เลยครับ ไม่ผิดอะไร แต่สรรพคุณทางยาต้องศึกษาด้านเภสัชศาสตร์ก่อนใช้ด้วยนะครับ

นี้คือคาถาที่สามารถนำไปใช้ต่อได้นะครับ

“𝑹𝒆𝒎𝒆𝒎𝒃𝒆𝒓, 𝑴𝒖𝒈𝒘𝒐𝒓𝒕, 𝒘𝒉𝒂𝒕 𝒚𝒐𝒖 𝒓𝒆𝒗𝒆𝒂𝒍𝒆𝒅, 𝒘𝒉𝒂𝒕 𝒚𝒐𝒖 𝒎𝒂𝒅𝒆 𝒌𝒏𝒐𝒘𝒏 𝒐𝒏 𝒕𝒉𝒆 𝒈𝒓𝒆𝒂𝒕 𝒑𝒓𝒐𝒄𝒍𝒂𝒎𝒂𝒕𝒊𝒐𝒏. 𝒀𝒐𝒖 𝒘𝒆𝒓𝒆 𝒄𝒂𝒍𝒍𝒆𝒅 𝑶𝒓𝒊𝒂, 𝒐𝒍𝒅𝒆𝒔𝒕 𝒐𝒇 𝒉𝒆𝒓𝒃𝒔, 𝒂𝒏𝒅 𝒚𝒐𝒖 𝒉𝒂𝒗𝒆 𝒑𝒐𝒘𝒆𝒓 𝒂𝒈𝒂𝒊𝒏𝒔𝒕 𝒕𝒉𝒓𝒆𝒆 𝒂𝒏𝒅 𝒂𝒈𝒂𝒊𝒏𝒔𝒕 𝒕𝒉𝒊𝒓𝒕𝒚. 𝒀𝒐𝒖 𝒉𝒂𝒗𝒆 𝒑𝒐𝒘𝒆𝒓 𝒂𝒈𝒂𝒊𝒏𝒔𝒕 𝒑𝒐𝒊𝒔𝒐𝒏 𝒂𝒏𝒅 𝒂𝒈𝒂𝒊𝒏𝒔𝒕 𝒊𝒏𝒇𝒆𝒄𝒕𝒊𝒐𝒏. 𝒀𝒐𝒖 𝒉𝒂𝒗𝒆 𝒑𝒐𝒘𝒆𝒓 𝒂𝒈𝒂𝒊𝒏𝒔𝒕 𝒕𝒉𝒆 𝒍𝒐𝒂𝒕𝒉𝒔𝒐𝒎𝒆 𝒇𝒐𝒆 𝒓𝒖𝒏𝒏𝒊𝒏𝒈 𝒕𝒉𝒓𝒐𝒖𝒈𝒉 𝒕𝒉𝒆 𝒍𝒂𝒏𝒅.

𝑨𝒏𝒅 𝒚𝒐𝒖, 𝑷𝒍𝒂𝒏𝒕𝒂𝒊𝒏, 𝒎𝒐𝒕𝒉𝒆𝒓 𝒐𝒇 𝒉𝒆𝒓𝒃𝒔, 𝒐𝒑𝒆𝒏 𝒇𝒓𝒐𝒎 𝒕𝒉𝒆 𝑬𝒂𝒔𝒕, 𝒎𝒊𝒈𝒉𝒕𝒚 𝒘𝒊𝒕𝒉𝒊𝒏. 𝑶𝒗𝒆𝒓 𝒚𝒐𝒖, 𝒄𝒉𝒂𝒓𝒊𝒐𝒕𝒔 𝒄𝒓𝒆𝒂𝒌𝒆𝒅. 𝑶𝒗𝒆𝒓 𝒚𝒐𝒖, 𝒒𝒖𝒆𝒆𝒏𝒔 𝒓𝒐𝒅𝒆. 𝑶𝒗𝒆𝒓 𝒚𝒐𝒖, 𝒃𝒓𝒊𝒅𝒆𝒔 𝒄𝒓𝒊𝒆𝒅 𝒐𝒖𝒕. 𝑶𝒗𝒆𝒓 𝒚𝒐𝒖, 𝒃𝒖𝒍𝒍𝒔 𝒔𝒏𝒐𝒓𝒕𝒆𝒅. 𝒀𝒐𝒖 𝒘𝒊𝒕𝒉𝒔𝒕𝒐𝒐𝒅 𝒕𝒉𝒆𝒎 𝒂𝒍𝒍. 𝒀𝒐𝒖 𝒅𝒂𝒔𝒉𝒆𝒅 𝒂𝒈𝒂𝒊𝒏𝒔𝒕 𝒕𝒉𝒆𝒎. 𝑴𝒂𝒚 𝒚𝒐𝒖 𝒍𝒊𝒌𝒆𝒘𝒊𝒔𝒆 𝒘𝒊𝒕𝒉𝒔𝒕𝒂𝒏𝒅 𝒑𝒐𝒊𝒔𝒐𝒏 𝒂𝒏𝒅 𝒊𝒏𝒇𝒆𝒄𝒕𝒊𝒐𝒏 𝒂𝒏𝒅 𝒕𝒉𝒆 𝒍𝒐𝒂𝒕𝒉𝒔𝒐𝒎𝒆 𝒇𝒐𝒆 𝒓𝒖𝒏𝒏𝒊𝒏𝒈 𝒕𝒉𝒓𝒐𝒖𝒈𝒉 𝒕𝒉𝒆 𝒍𝒂𝒏𝒅.

𝑹𝒆𝒎𝒆𝒎𝒃𝒆𝒓 𝒉𝒆𝒓𝒃, 𝒕𝒉𝒂𝒕 𝑺𝒕𝒖𝒏𝒆 𝒊𝒔 𝒚𝒐𝒖𝒓 𝒏𝒂𝒎𝒆. 𝒀𝒐𝒖 𝒈𝒓𝒐𝒘 𝒐𝒏 𝒂 𝒔𝒕𝒐𝒏𝒆. 𝒀𝒐𝒖 𝒔𝒕𝒂𝒏𝒅 𝒖𝒑 𝒂𝒈𝒂𝒊𝒏𝒔𝒕 𝒑𝒐𝒊𝒔𝒐𝒏. 𝒀𝒐𝒖 𝒅𝒂𝒔𝒉 𝒂𝒈𝒂𝒊𝒏𝒔𝒕 𝒑𝒐𝒊𝒔𝒐𝒏. 𝒀𝒐𝒖 𝒅𝒓𝒊𝒗𝒆 𝒐𝒖𝒕 𝒕𝒉𝒆 𝒉𝒐𝒔𝒕𝒊𝒍𝒆 𝒐𝒏𝒆. 𝒀𝒐𝒖 𝒄𝒂𝒔𝒕 𝒐𝒖𝒕 𝒑𝒐𝒊𝒔𝒐𝒏.

𝑵𝒆𝒕𝒕𝒍𝒆 𝒂𝒓𝒆 𝒚𝒐𝒖 𝒄𝒂𝒍𝒍𝒆𝒅. 𝒀𝒐𝒖 𝒂𝒕𝒕𝒂𝒄𝒌 𝒂𝒈𝒂𝒊𝒏𝒔𝒕 𝒑𝒐𝒊𝒔𝒐𝒏. 𝒀𝒐𝒖 𝒂𝒓𝒆 𝒕𝒉𝒆 𝒉𝒆𝒓𝒃 𝒕𝒉𝒂𝒕 𝒇𝒐𝒖𝒈𝒉𝒕 𝒂𝒈𝒂𝒊𝒏𝒔𝒕 𝒕𝒉𝒆 𝒔𝒆𝒓𝒑𝒆𝒏𝒕. 𝒀𝒐𝒖 𝒉𝒂𝒗𝒆 𝒑𝒐𝒘𝒆𝒓 𝒂𝒈𝒂𝒊𝒏𝒔𝒕 𝒑𝒐𝒊𝒔𝒐𝒏 𝒂𝒏𝒅 𝒊𝒏𝒇𝒆𝒄𝒕𝒊𝒐𝒏. 𝒀𝒐𝒖 𝒉𝒂𝒗𝒆 𝒑𝒐𝒘𝒆𝒓 𝒂𝒈𝒂𝒊𝒏𝒔𝒕 𝒕𝒉𝒆 𝒍𝒐𝒂𝒕𝒉𝒔𝒐𝒎𝒆 𝒇𝒐𝒆 𝒓𝒐𝒂𝒎𝒊𝒏𝒈 𝒕𝒉𝒓𝒐𝒖𝒈𝒉 𝒕𝒉𝒆 𝒍𝒂𝒏𝒅.

𝑹𝒆𝒎𝒆𝒎𝒃𝒆𝒓, 𝑪𝒉𝒂𝒎𝒐𝒎𝒊𝒍𝒆, 𝒘𝒉𝒂𝒕 𝒚𝒐𝒖 𝒎𝒂𝒅𝒆 𝒌𝒏𝒐𝒘𝒏, 𝒘𝒉𝒂𝒕 𝒚𝒐𝒖 𝒂𝒄𝒄𝒐𝒎𝒑𝒍𝒊𝒔𝒉𝒆𝒅 𝒂𝒕 𝑨𝒍𝒐𝒓𝒇𝒐𝒓𝒅, 𝒕𝒉𝒂𝒕 𝒎𝒂𝒏 𝒔𝒉𝒐𝒖𝒍𝒅 𝒏𝒆𝒗𝒆𝒓 𝒍𝒐𝒔𝒆 𝒉𝒊𝒔 𝒍𝒊𝒇𝒆 𝒇𝒓𝒐𝒎 𝒊𝒏𝒇𝒆𝒄𝒕𝒊𝒐𝒏 𝒐𝒏𝒄𝒆 𝒄𝒉𝒂𝒎𝒐𝒎𝒊𝒍𝒆 𝒊𝒔 𝒑𝒓𝒆𝒑𝒂𝒓𝒆𝒅 𝒇𝒐𝒓 𝒉𝒊𝒔 𝒇𝒐𝒐𝒅.

𝑹𝒆𝒎𝒆𝒎𝒃𝒆𝒓, 𝒉𝒆𝒓𝒃, 𝒕𝒉𝒂𝒕 𝒚𝒐𝒖 𝒂𝒓𝒆 𝒄𝒂𝒍𝒍𝒆𝒅 𝑾𝒆𝒓𝒈𝒖𝒍𝒖. 𝑨 𝒔𝒆𝒂𝒍 𝒔𝒆𝒏𝒕 𝒚𝒐𝒖 𝒂𝒄𝒓𝒐𝒔𝒔 𝒕𝒉𝒆 𝒔𝒆𝒂, 𝒂 𝒗𝒆𝒙𝒂𝒕𝒊𝒐𝒏 𝒂𝒈𝒂𝒊𝒏𝒔𝒕 𝒑𝒐𝒊𝒔𝒐𝒏, 𝒂 𝒉𝒆𝒍𝒑 𝒕𝒐 𝒎𝒂𝒏𝒚. 𝒀𝒐𝒖 𝒔𝒕𝒂𝒏𝒅 𝒂𝒈𝒂𝒊𝒏𝒔𝒕 𝒑𝒂𝒊𝒏𝒔. 𝒀𝒐𝒖 𝒅𝒂𝒔𝒉 𝒂𝒈𝒂𝒊𝒏𝒔𝒕 𝒑𝒐𝒊𝒔𝒐𝒏.

𝑨 𝒘𝒐𝒓𝒎 𝒄𝒂𝒎𝒆 𝒄𝒓𝒂𝒘𝒍𝒊𝒏𝒈, 𝒂𝒏𝒅 𝒊𝒕 𝒌𝒊𝒍𝒍𝒆𝒅 𝒏𝒐𝒕𝒉𝒊𝒏𝒈.
𝑭𝒐𝒓 𝑾𝒐𝒅𝒆𝒏 𝒕𝒐𝒐𝒌 𝒏𝒊𝒏𝒆 𝒈𝒍𝒐𝒓𝒚-𝒕𝒘𝒊𝒈𝒔; 𝒉𝒆 𝒔𝒎𝒐𝒕𝒆 𝒕𝒉𝒆 𝒂𝒅𝒅𝒆𝒓 𝒔𝒐 𝒕𝒉𝒂𝒕 𝒊𝒕 𝒇𝒍𝒆𝒘 𝒂𝒑𝒂𝒓𝒕 𝒊𝒏𝒕𝒐 𝒏𝒊𝒏𝒆 𝒑𝒂𝒓𝒕𝒔.
𝑻𝒉𝒆𝒓𝒆, 𝑨𝒑𝒑𝒍𝒆, 𝒚𝒐𝒖 𝒔𝒖𝒄𝒄𝒆𝒆𝒅𝒆𝒅 𝒂𝒈𝒂𝒊𝒏𝒔𝒕 𝒕𝒉𝒆 𝒑𝒐𝒊𝒔𝒐𝒏, 𝒕𝒉𝒂𝒕 𝒔𝒆𝒓𝒑𝒆𝒏𝒕𝒔 𝒎𝒂𝒚 𝒏𝒆𝒗𝒆𝒓 𝒅𝒘𝒆𝒍𝒍 𝒊𝒏 𝒕𝒉𝒆 𝒉𝒐𝒖𝒔𝒆.

𝑪𝒉𝒆𝒓𝒗𝒊𝒍 𝒂𝒏𝒅 𝑭𝒆𝒏𝒏𝒆𝒍, 𝒚𝒐𝒖 𝒕𝒘𝒐 𝒐𝒇 𝒔𝒖𝒄𝒉 𝒎𝒊𝒈𝒉𝒕, 𝒚𝒐𝒖 𝒘𝒆𝒓𝒆 𝒄𝒓𝒆𝒂𝒕𝒆𝒅 𝒃𝒚 𝒕𝒉𝒆 𝒘𝒊𝒔𝒆 𝒍𝒐𝒓𝒅, 𝒉𝒐𝒍𝒚 𝒊𝒏 𝒉𝒆𝒂𝒗𝒆𝒏 𝒂𝒔 𝒉𝒆 𝒉𝒖𝒏𝒈. 𝑯𝒆 𝒔𝒆𝒕 𝒂𝒏𝒅 𝒔𝒆𝒏𝒕 𝒚𝒐𝒖 𝒕𝒐 𝒕𝒉𝒆 𝒔𝒆𝒗𝒆𝒏 𝒘𝒐𝒓𝒍𝒅𝒔, 𝒕𝒐 𝒕𝒉𝒆 𝒘𝒓𝒆𝒕𝒄𝒉𝒆𝒅 𝒂𝒏𝒅 𝒕𝒉𝒆 𝒇𝒐𝒓𝒕𝒖𝒏𝒂𝒕𝒆, 𝒂𝒔 𝒂 𝒉𝒆𝒍𝒑 𝒕𝒐 𝒂𝒍𝒍 𝒊𝒏 𝒏𝒆𝒆𝒅.

𝒀𝒐𝒖 𝒔𝒕𝒂𝒏𝒅 𝒂𝒈𝒂𝒊𝒏𝒔𝒕 𝒑𝒐𝒊𝒔𝒐𝒏. 𝒀𝒐𝒖 𝒇𝒊𝒈𝒉𝒕 𝒂𝒈𝒂𝒊𝒏𝒔𝒕 𝒑𝒐𝒊𝒔𝒐𝒏. 𝒀𝒐𝒖 𝒂𝒗𝒂𝒊𝒍 𝒂𝒈𝒂𝒊𝒏𝒔𝒕 𝒕𝒉𝒓𝒆𝒆 𝒂𝒏𝒅 𝒂𝒈𝒂𝒊𝒏𝒔𝒕 𝒕𝒉𝒊𝒓𝒕𝒚, 𝒂𝒈𝒂𝒊𝒏𝒔𝒕 𝒕𝒉𝒆 𝒉𝒂𝒏𝒅 𝒐𝒇 𝒕𝒉𝒆 𝒇𝒐𝒆 𝒂𝒏𝒅 𝒂𝒈𝒂𝒊𝒏𝒔𝒕 𝒕𝒉𝒆 𝒏𝒐𝒃𝒍𝒆 𝒔𝒄𝒉𝒆𝒎𝒊𝒏𝒈, 𝒂𝒈𝒂𝒊𝒏𝒔𝒕 𝒂𝒍𝒍 𝒐𝒇 𝒕𝒉𝒆 𝒆𝒏𝒄𝒉𝒂𝒏𝒕𝒎𝒆𝒏𝒕𝒔 𝒐𝒇 𝒗𝒊𝒍𝒆 𝒄𝒓𝒆𝒂𝒕𝒖𝒓𝒆𝒔.

𝑵𝒐𝒘, 𝒕𝒉𝒆𝒔𝒆 𝒏𝒊𝒏𝒆 𝒉𝒆𝒓𝒃𝒔 𝒉𝒂𝒗𝒆 𝒑𝒐𝒘𝒆𝒓 𝒂𝒈𝒂𝒊𝒏𝒔𝒕 𝒏𝒊𝒏𝒆 𝒆𝒗𝒊𝒍 𝒔𝒑𝒊𝒓𝒊𝒕𝒔, 𝒂𝒈𝒂𝒊𝒏𝒔𝒕 𝒏𝒊𝒏𝒆 𝒑𝒐𝒊𝒔𝒐𝒏𝒔 𝒂𝒏𝒅 𝒂𝒈𝒂𝒊𝒏𝒔𝒕 𝒏𝒊𝒏𝒆 𝒊𝒏𝒇𝒆𝒄𝒕𝒊𝒐𝒏𝒔: 𝒂𝒈𝒂𝒊𝒏𝒔𝒕 𝒕𝒉𝒆 𝒓𝒆𝒅 𝒑𝒐𝒊𝒔𝒐𝒏, 𝒂𝒈𝒂𝒊𝒏𝒔𝒕 𝒕𝒉𝒆 𝒇𝒐𝒖𝒍 𝒑𝒐𝒊𝒔𝒐𝒏, 𝒂𝒈𝒂𝒊𝒏𝒔𝒕 𝒕𝒉𝒆 𝒘𝒉𝒊𝒕𝒆 𝒑𝒐𝒊𝒔𝒐𝒏, 𝒂𝒈𝒂𝒊𝒏𝒔𝒕 𝒕𝒉𝒆 𝒑𝒂𝒍𝒆 𝒃𝒍𝒖𝒆 𝒑𝒐𝒊𝒔𝒐𝒏, 𝒂𝒈𝒂𝒊𝒏𝒔𝒕 𝒕𝒉𝒆 𝒃𝒍𝒂𝒄𝒌 𝒑𝒐𝒊𝒔𝒐𝒏, 𝒂𝒈𝒂𝒊𝒏𝒔𝒕 𝒕𝒉𝒆 𝒃𝒍𝒖𝒆 𝒑𝒐𝒊𝒔𝒐𝒏, 𝒂𝒈𝒂𝒊𝒏𝒔𝒕 𝒕𝒉𝒆 𝒃𝒓𝒐𝒘𝒏 𝒑𝒐𝒊𝒔𝒐𝒏, 𝒂𝒈𝒂𝒊𝒏𝒔𝒕 𝒕𝒉𝒆 𝒄𝒓𝒊𝒎𝒔𝒐𝒏 𝒑𝒐𝒊𝒔𝒐𝒏.

𝑨𝒈𝒂𝒊𝒏𝒔𝒕 𝒘𝒐𝒓𝒎 𝒃𝒍𝒊𝒔𝒕𝒆𝒓, 𝒂𝒈𝒂𝒊𝒏𝒔𝒕 𝒘𝒂𝒕𝒆𝒓 𝒃𝒍𝒊𝒔𝒕𝒆𝒓, 𝒂𝒈𝒂𝒊𝒏𝒔𝒕 𝒕𝒉𝒐𝒓𝒏 𝒃𝒍𝒊𝒔𝒕𝒆𝒓, 𝒂𝒈𝒂𝒊𝒏𝒔𝒕 𝒕𝒉𝒊𝒔𝒕𝒍𝒆 𝒃𝒍𝒊𝒔𝒕𝒆𝒓, 𝒂𝒈𝒂𝒊𝒏𝒔𝒕 𝒊𝒄𝒆 𝒃𝒍𝒊𝒔𝒕𝒆𝒓, 𝒂𝒈𝒂𝒊𝒏𝒔𝒕 𝒑𝒐𝒊𝒔𝒐𝒏 𝒃𝒍𝒊𝒔𝒕𝒆𝒓.

𝑨𝒈𝒂𝒊𝒏𝒔𝒕 𝒂𝒏𝒚 𝒑𝒐𝒊𝒔𝒐𝒏 𝒄𝒐𝒎𝒆 𝒇𝒓𝒐𝒎 𝒕𝒉𝒆 𝑬𝒂𝒔𝒕 𝒐𝒓 𝒕𝒉𝒆 𝑵𝒐𝒓𝒕𝒉 𝒐𝒓 𝒕𝒉𝒆 𝑺𝒐𝒖𝒕𝒉 𝒐𝒓 𝒕𝒉𝒆 𝑾𝒆𝒔𝒕 𝒂𝒎𝒐𝒏𝒈 𝒕𝒉𝒆 𝒑𝒆𝒐𝒑𝒍𝒆.

𝑰 𝒂𝒍𝒐𝒏𝒆 𝒌𝒏𝒐𝒘 𝒂 𝒓𝒖𝒏𝒏𝒊𝒏𝒈 𝒔𝒕𝒓𝒆𝒂𝒎, 𝒂𝒏𝒅 𝒕𝒉𝒆 𝒏𝒊𝒏𝒆 𝒂𝒅𝒅𝒆𝒓𝒔 𝒃𝒆𝒘𝒂𝒓𝒆 𝒐𝒇 𝒊𝒕. 𝑴𝒂𝒚 𝒂𝒍𝒍 𝒕𝒉𝒆 𝒘𝒆𝒆𝒅𝒔 𝒔𝒑𝒓𝒊𝒏𝒈 𝒖𝒑 𝒇𝒓𝒐𝒎 𝒕𝒉𝒆𝒊𝒓 𝒓𝒐𝒐𝒕𝒔, 𝒕𝒉𝒆 𝒔𝒆𝒂𝒔 𝒔𝒍𝒊𝒑 𝒂𝒑𝒂𝒓𝒕, 𝒂𝒍𝒍 𝒔𝒂𝒍𝒕 𝒘𝒂𝒕𝒆𝒓, 𝒘𝒉𝒆𝒏 𝑰 𝒃𝒍𝒐𝒘 𝒕𝒉𝒊𝒔 𝒑𝒐𝒊𝒔𝒐𝒏 𝒇𝒓𝒐𝒎 𝒚𝒐𝒖.”

ขอให้แม่มดทุกตนใช้คาถาอย่างมีสติเพื่อช่วยเหลือผู้คนเพื่อความดี และสาปแช่งผู้คนที่สมควรได้รับนะครับ

-Seluvise & Maleficus-

เส้นทางทางจิตวิญญาณแต่ละเส้นทางก็แตกต่างกัน อย่างที่เราคุ้นเคยกันมากที่สุดก็คงในมุมมองทางศาสนา ไมว่าจะเป็นส่วนหนึ่งกับอง...
25/05/2026

เส้นทางทางจิตวิญญาณแต่ละเส้นทางก็แตกต่างกัน อย่างที่เราคุ้นเคยกันมากที่สุดก็คงในมุมมองทางศาสนา ไมว่าจะเป็นส่วนหนึ่งกับองค์พระผู้เป็นเจ้า การอยู่ในสวรรค์นิรันดร์ นิพพาน การกลับคืนสู่เต๋า

ในเส้นทางของการศึกษาเวทมนตร์นั้นแตกต่างกันเช่นกัน เวทมนตร์เหมือนกัน แต่ก็มีประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกัน ตีความต่างกัน และผ่านประสบการณ์ที่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น Folk/ traditional witchcraft, ceremonial magick , หรือ spiritual experience อื่นๆ อีกมากมาย

โดยจุดมุมหมายของแต่ละสายทางนั้นก็มีสิ่งที่คล้ายคลึงกันอยู่บางอย่างอย่างน่าเหลือเชื่อ นั้นคือ การนำตัวเอง เข้าสู่สภาวะศักดิ์สิทธิ์ เราอาจจะเคยเห็นพระที่ดูสุขุม เงียบสงบ หรือเห็นนักบวชที่ดูทรงปัญญา หรือแม้แต่คนบ้าที่ดูไม่สนใจโลก พวกเขาเหล่านี้อาจได้ผ่านประสบการณ์ของสภาวะศักดิ์สิทธิ์มาแล้ว แต่แต่ละคนนั้นอาจจะแสดงออกมาหลังพบกับสิ่งๆ นั้นแตกต่างกันนั้นเองครับ

ในศาสตร์แต่ละศาสตร์นั้นได้ตระหนักรู้ถึงเรื่องนี้ จึงได้มีการฝึกฝนทางจิต และทางกายในแบบของตัวเอง เพื่อให้ร่างกาย และจิตใจสภาวะลองรับสภาวะนั้นๆได้นั้นเองครับ

ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ทางความรู้ ( academic) หรือประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ ( mystic) ที่ยิ่งใหญ่กว่าความเข้าใจโลกของเรา ที่มากกว่าการอยู่รอด การดำรงชีวิตและสืบเผ่าพันธุ์ต่อไป

ที่นี้ ผมของพูดในมุมมองของสาย folk / traditional witchcraft อย่างเดียวนะครับ ว่าในสายนี้มีการตีความ ความเข้าใจและเข้าถึงสภาวะศักดิ์สิทธิ์ยังไง

ผมต้องบอกอย่างนี้ครับว่า ในสายของ Folk / traditional witchcraft ไม่ว่าจะเป็นในหน้าประวัติศาสตร์ ตำนานเองก็ตาม ไม่ได้กล่าวถึงสภาวะนี้อย่างตรงไปตรงมา ไม่มีตำราหลัก ไม่มีการปฏิบัติที่ทำกันมาเพื่อเข้าสู่สภาวะนี้อย่างชัดเจน แต่มีจุดที่น่าสนใจหลายๆอย่างที่เชื่อมโยงได้ครับ

ในหน้าประวัติศาสตร์ การเข้าสู่สภาวะศักดิ์สิทธิ์ของแม่มดสาย Folk / tradition นั้นมักจะมีการเล่าถึง หรือกล่าวถึงการรวมอยู่กับจอมมาร master ปีศาจ หรือ old gods ที่ลักษะของการเต้นรอบกองไฟ เฉลิมฉลอง ปิติสุข เหมือนร่างกายเบาจนลอยได้ หรือที่แม่มดมักเรียกว่า การไป sabbath

สภาวะนี้เป็นสภาวะที่มนุษย์ได้ละทิ้งปัจจัยต่างๆทางร่างกายและโลกไป มักเห็นได้ในผู้ที่อุทิศตน มักจะมีอาการปิติสุข จนหลงลืมปัจจุบันไป หรือ เรียกว่า การก่อเกิดความรู้สึก ecstatic (ล่องลอย ปิติ หลุดจากตัวตน) นั้นจึงเป็นข้อสันนิษฐานหนึ่งว่า แม่มดเองก็มีการเข้าสู่สภาวะเหนือกายเนื้อได้ และบ่อยเช่นกัน

* ecstatic (ek - stasis) การออกนอกตัวตน

ทำให้มีการพัฒนาองค์ความรู้ และสืบทอดตามยุคสมัยของการไป sabbath มาเรื่อยๆ ได้มีการทดลองด้วยวิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้สมุนไพร การประกอบพิธีกรรม หรือการเต้นรำ ขยับร่างกายซ้ำๆ เช่น treading the mill หรือการสวดภาวนาซ้ำๆ เพื่อให้จิตนั้นสามารถเข้าสู่เส้นทางการไป sabbathได้

บางตำนานก็ว่าแม่มดขี่ไม้กวาดบินออกไปร่วมวงแม่มดในยามกลางคืน ในปัจจุบันก็มีทฤษฎีที่ว่า ในไม้ที่แม่มดขี่นั้นมียางไม้ที่ทำให้เกิดสภาวะเมาเคลิ้มได้ สามารถเข้าสู่สภาวะ sabbath ได้ง่ายมากขึ้นนั้นเอง

โดยมากในยุคปัจจุบันการไป sabbath ได้นั้นมีกระบวนการที่จำเพาะมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำพิธี การเตรียมสถานที่ วันเวลาที่จำเพาะ โดยพิธีแรกเริ่มที่แม่มดที่สนใจจจะเข้าสู่สภาวะศักดิ์สิทธินี้ได้ โดยก็มาจากตำนานที่แม่มดทั้งหลายมักจะมีการติดต่อจาก master , old gods หรือ devil เพื่อที่จะนำแม่มดเหล่านั้นมาเป็นส่วนหนึ่งด้วยนั้นเองครับ หรือที่เราเรียกว่า devil pact

คือ พิธีแรกเริ่มยอมรับมารก่อนครับ ( initiation)
การยอมรับมาร เพื่อให้เราสามารถข้ามขอบเขต (Crossing the threshold) จากคนธรรมดาเข้าสู่โลกของผู้ปฏิบัติและอุทิศตัวในวิถี เป็นการประกาศว่า ฉันยอมรับเส้นทางนี้แล้ว เพื่อที่จะฝึกฝนและปฏิบัติอย่างจริงจังมากขึ้น

การผูกพันกับ spirit of land , lineage โดยบางสายเชื่อว่ามี วิญญาณครู หรือพวก familiar ดังนั้นการ initiation คือการเชื่อมตัวเองเข้ากับสิ่งเหล่านั้น ไม่ใช่รับใช้แบบทาส แต่เป็นความสัมพันธ์กับเหล่าจิตวิญญาณ (relationship)

การเปลี่ยนตัวตน (Transformation) หรือ symbolic death & rebirth มักพบบ่อยในงานเขียนต่างๆ ที่กล่าวถึง การตายของเนื้อหนัง ก็คือ ทิ้งตัวตนเก่า เพื่อรับเอาตัวตนใหม่ หรือ กลายเป็น witch ในเชิงจิตวิญญาณ (ถึงแม้ปัจจุบันจะมีคนไม่ได้สนใจคำนี้สนใช้กันเป็นทั่วไปแล้ว)
ประโยค iconic อย่าง I name you a witch !!

และเพื่อการรับพลัง/ความรู้ บางพิธีมีการถ่ายทอดหรือเป็นการเปิด perception ของผู้ปฏิบัติ ทำให้ผู้ที่ผ่านพิธีกรรม initiation สามารถเข้าใจและรับรู้โลกจิตวิญญาณได้มากขึ้น ในไทยก็อาจหมายถึงการรับไฟ การรับขันครู การเปิดตาที่สามนั้นเอง

หลังจากการทำพิธีกรรม initiation แล้ว แม่มดก็จะมีการฝึกฝนเพื่อเข้าสู่สภาวะศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการยอมรับการรับรู้จากสิ่งต่างๆ ที่เข้ามาไม่ว่าจะเป็นโลกกายภาพ โลกของจิตวิญญาณ จนสามารถและยอมรับสภาวะของสองโลกได้

ก็จะมีนักเขียนหลายคนที่พยายามทำความเข้าใจกระบวนการของ sabbath จนต่อยอดจาก Folk / traditional witchcraft ออกมาเป็นสายย่อยที่ลึกมากขึ้นนั้นคือ sabbatical witchcraft

อย่างของคุณ Andrew เองก็อธิบายถึงสภาวะนี้ได้อย่างดีใน azoatia (ถึงจะงงมากๆ ก็เถอะ)

แต่อีกนักเขียนหนึ่งที่ผมค่อนข้างชอบอย่างคุณ Peter ที่มีกระบวนการที่ชัดเจน และลดความเพ้อได้อย่างดี เพราะแต่ละขั้นตอนของคุณ Peter นั้นจะช่วยขัดเกลาจิตใจ จิตวิญญาณให้เราตายลงเรื่อยๆ

การตายของจิตวิญญาณนี้เป็นเหมือน การจบสิ้นของโลกฝั่งกายภาพ และเริ่มต้นใหม่กับโลกทางจิตวิญญาณ โดยบุคคลที่สามารถรับรู้สภาวะนี้ได้ มักจะไร้ซึ่งความโลภ โกรธ หลงแล้ว เพราะได้สัมพันธ์กับสิ่งที่เหนือกว่าตาเนื้อไปแล้ว ได้พบกับท่านจอมมาร master , the old god , the black dragon แล้วนั้นเองครับ

การไป sabbath ช่วยให้เกิดการลายตัวตน dissolve ego ซึ่งในสังคมปกติ ได้มีการตีกรอบศีลธรรม มีการกำหนดตัวตน การควบคุมต่างๆ แต่พิธีแบบ sabbath ช่วยให้ปลดข้อจำกัดทางจิตวิญญาณ, ปลดปล่อยร่างกาย และทำให้ ego อัตตาอ่อนลง (ไม่ใช่เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด)

ดังนั้นสิ่งที่แม่มดสาย folk / traditional witchcraft ที่ไม่ได้จะมีเวลาว่าง หรือไม่เข้าใจเนื้อหาที่อ่านของคุณ Andrew หรือ คุณ Peter หรือมีแนวคิดที่ง่ายกว่า โดยการใช้ทางลัดอย่าง flight ointment ในยุคโบราณก็มีการใช้สมุนไพรที่ช่วยในการเข้าถึง sabbath ก็มีการใช้กันแทบจะปกติ ถึงอย่างนั้นก็เป็นแนวทางของแต่ละคน เราทั้งหลายต่างรับผิดชอบชีวิตตัวเองอยู่แล้วครับ

ไม่ว่าจะเป็นตำราไหน หรือตำนานแม่มดในสายของ Folk / traditional witchcraft งานของ sabbath นั้นยิ่งใหญ่ น่าเคารพ น่าเกรงกลัว และสำคัญกับพวกเขามากๆครับ

-Seluvise & Maleficus-

“I shall go into a hare,With sorrow and sych and meickle care;And I shall go in the Devil’s name,Ay while I come home ag...
24/05/2026

“I shall go into a hare,
With sorrow and sych and meickle care;
And I shall go in the Devil’s name,
Ay while I come home again.”

“Hare, hare, God send thee care.
I am in a hare’s likeness now,
But I shall be in a woman’s likeness even now.”

“I baptize thee you!”

🧙🏻‍♀️ Isobel Gowdie 🐇

-Seluvise-

ยังมีพ่อมดสาย folk witchcraft หรือ Cunning men อีกคนที่มีชื่อเสียงอย่างมาก และเป็นข้อถกเถียงจนถึงทุกวันนี้ครับ George Pi...
23/05/2026

ยังมีพ่อมดสาย folk witchcraft หรือ Cunning men อีกคนที่มีชื่อเสียงอย่างมาก และเป็นข้อถกเถียงจนถึงทุกวันนี้ครับ

George Pickingill

จอร์จ พิคกิงกิลล์ (George Pickingill) เป็นชาวนาและ cunning man หรือหมอพื้นบ้านชาวอังกฤษจากหมู่บ้านคานิวดอน (Canewdon) ในมณฑลเอสเซกซ์ (Essex) ประเทศอังกฤษ

ท่านเป็นที่รู้จักในฐานะบุคคลผู้เชื่อมโยงความเชื่อพื้นบ้านกับเรื่องเวทมนตร์สมัยใหม่ และยังเป็นที่ถกเถียงกันในเรื่องการเกิดขึ้นของลัทธิสมัยใหม่อย่างวิคคา (Wicca)

จอร์จ พิคกิงกิลล์ (George Pickingill เกิด: ราว ค.ศ. 1816 ที่ ฮอกลีย์ เอสเซกซ์ และเสียชีวิต: 10 เมษายน 1909 ที่ คานิวดอน เอสเซกซ์ อาชีพหลักของท่านคือ การเป็นคนงานฟาร์ม และ cunning man ในเวลาเดียวกัน ท่านแต่งงานกับซาราห์ แอนน์ เบตแมน (สมรส 1856 – เสียชีวิต 1887)

พิคกิงกิลล์เกิดในครอบครัวแรงงานชนบทและเติบโตในเอสเซกซ์ ในฐานะ cunning man มาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่มีการบันทึกถึงเรื่องว่าท่านได้วิชาความรู้มาจากแหล่งไหน

งานของท่านคือการช่วยรักษาโรคและค้นหาทรัพย์สินที่หายไป บางคนเชื่อว่าท่านสามารถควบคุมสัตว์หรือสั่งให้ ภูต ( familiar spirit) ช่วยทำงานแทนได้ งานหลักของท่านคือการช่วยเหลือผู้คนด้วยศาสตร์ความรู้เก่าแก่โบราณในด้านของจิตวิญญาณ

ตลอดชีวิตท่านมีชื่อเสียงทั้งในด้านความช่วยเหลือ และป้องกันเวทมนตร์ร้าย ในช่วงบั้นปลายชีวิต ท่านเป็นที่สนใจของสื่อท้องถิ่นในฐานะชายชราผู้เคยอ้างว่าเป็นคนอายุมากที่สุดในอังกฤษเลยครับ ทำให้ท่านเป็นที่รู้จักมากขึ้น

ชื่อเสียงของท่านกลับมาอีกครั้งในคริสต์ทศวรรษ 1960 เมื่อ นักคติชนวิทยา เอริก เมเพิล ตีพิมพ์บทความ “The Witches of Canewdon” รวบรวมเรื่องเล่าชาวบ้านเกี่ยวกับเวทมนตร์ในเอสเซกซ์ เรื่องเล่าเหล่านี้สร้างภาพเขาเป็น เจ้าแห่งแม่มด ผู้มีอำนาจเหนือแม่มดหกถึงเก้าคน แต่เมเพิลเองมองว่าเป็นตำนานพื้นบ้าน หรือ การเล่าปากต่อปากมากกว่าข้อเท็จจริง

ในทศวรรษ 1970 นักไสยศาสตร์ อี. ดับเบิลยู. “บิล” ลิดเดลล์ (E. W. “Bill” Liddell) อ้างว่าพิคกิงกิลล์เป็นผู้นำลัทธิแม่มดเก้ากลุ่มทั่วอังกฤษและสืบทอดมากเป็นระยะเวลายาวนานหลังยุคการล่าแม่มด

ในเรื่องของการปฏิรูปศาสนาแม่มดดั้งเดิมจนกลายเป็นโครงสร้างของ วิคคา หรือศาสนาแม่มดสมัยใหม่ ในคริสต์ทศวรรษ 1950 แต่เนื่องจาก พิคกิงกิลล์เสียชีวิตในปี 1909 ทำให้เกิดข้อถกเถียงว่า มีการปฏิรูปลัทธิแม่มดที่สืบทอดมายาวนานหรือไม่ หรือเป็นการสร้างลัทธิใหม่จาก Gerald Gardner ที่มีการหยิบยก folk magic , ceremonial magic (เช่น Golden Dawn) , งานเขียน occult ยุค Renaissanc มาร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการ เช่น รอนัลด์ ฮัตตัน และ โอเวน เดวีส์ ได้ปฏิเสธข้อกล่าวอ้างนี้ว่าไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ไม่มีหลักฐานชัดว่า Gardner รับสายตรงจาก Pickingill ถ้าเกิดการรับช่วงต่อกันจริง จะมีความหมายมาก ทำให้ Wicca เก่าแก่และน่าเชื่อถือมากขึ้น อีกทั้งยังเชื่อม modern witchcraft กลับสู่ราก traditional cunning folk ได้ด้วยครับ แต่เป็นที่น่าเสียดายครับที่มันยังเป็นแค่ทฤษฎี

แต่คุณค่าของ George Pickingill ไม่ได้มีแค่เรื่องการเป็นผู้นำ traditional cunning folk สมัยใหม่เพียงเท่านั้นครับ ท่านยังเป็นตัวอย่างของผู้ศึกษาสาย traditional cunning folk เป็นอย่างดีว่า ความสามารถและความรู้ในเรื่องเร้นลับสามารถนำมาช่วยเหลือผู้คนได้มากมาย และมีการพัฒนาต่อยอดได้อีกหลายอย่างครับ

-Seluvise & Maleficus-

🌙
22/05/2026

🌙

หลังจากที่ห่างหายไปนานเพราะกิจกรรมรัดตัว คราวนี้กลับมาพร้อมกับมีเรื่องมาเล่าอีกแล้วครับ ในรอบนี้ก็ยังคงเป็นดาราสาว เซเลปเจ้าประจำของโลกเวทมนตร์ที่ได้รับความนิยมมาตลอดหลายพันปีไม่เสื่อมคลาย เจ้าผู้ครองแสงสีเงินอันนวลตา จักรพรรดินีแห่งท้องฟ้า “ดวงจันทร์” ผู้อยู่คู่โลกมาตั้งแต่บรรพกาล

ตั้งแต่มนุษย์เริ่มรู้ความ และสร้างอารยธรรมขึ้นบนผืนโลก ดวงจันทร์ที่สะคราญบนฝืนฟ้าสร้างความฉงนสนเทห์ และชวนให้หลงใหลได้ปลื้มจนเป็นที่บูชามาแต่โบราณกาล มนุษย์ไม่เพียงแต่แหงนมองดวงจันทร์สีเงินที่ยุบ ๆ พอง ๆ เปลี่ยนไปในแต่ละเดือนด้วยความหลงใหลเพียงอย่างเดียว แต่เฝ้าสังเกต และเห็นถึงรูปแบบที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังวัฏจักรของดวงจันทร์ จนพบว่าดวงจันทร์นั้นมีอิทธิพลต่อน้ำในโลก

น้ำขึ้นน้ำลงสัมพันธ์กับคาบของดวงจันทร์ และยังสอดคล้องกับช่วงเวลาสืบพันธุ์ของสัตว์หลายชนิด กระทั่งรอบเดือนของสตรีเองก็มีช่วงคาบเวลาใกล้เคียงกับรอบดิถึของพระจันทร์ จึงถือกันว่าดวงจันทร์นั้นมีอิทธิพลต่อธาตุน้ำ และธาตุดินในโลกเป็นสำคัญ ทวยเทพเทวาอันเนื่องกับดวงจันทร์ในปกรณ์ต่าง ๆ จึงมักมีความสัมพันธ์กับธาตุน้ำ และธาตุดิน คือความอุดมสมบูรณ์ ความงาม อารมณ์ ความรู็สึก จินตนาการ สัญชาตญาณ และพลังดิบของธรรมชาติ

แต่ในครั้งนี้เราจะไม่เอ่ยถึงปวงเทพเทพีที่สัมพันธ์กับดวงจันทร์ เพราะบรรดาปกรณ์เหล่านั้น มีผู้เล่าขานมากมายนับไม่ถ้วนแล้ว แต่ในครั้งนี้จะมาเล่าถึงดวงจันทร์ในฐานะของผู้กำหนดรูปแบบการประกอบกสิกรรมในโลกตะวันตก

ผู้ศึกษาเวทมนตร์สายที่ต้องข้องเกี่ยวกับพืช เช่น Green magic, Herbalism, Botany, Apothecary อาจได้เคยสัมผัสปฏิทินการเกษตร (Farmer’s Almanac) มาบ้าง ที่บอกว่าในแต่ละวันควร หรือไม่ควรทำอะไรกับพืชที่กำลังปลูกอยู่ เช่นวันนี้ควรตัดแต่งกิ่ง วันนี้ควรเก็บเกี่ยวพืชหัว วันนี้ควรใส่ปุ๋ยบำรุงดิน ทราบไหมครับว่าเขากำหนดจากอะไร

--- จากดวงจันทร์คนงามของเรานี่แหละครับ ---

หลักคิดถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยในโพสต์นี้เราจะมาพูดถึงในส่วนแรกกันก่อน ซึ่งส่วนแรกที่เข้าใจง่ายที่สุดนั้นคือสิ่งที่เราสามารถสังเกตได้ด้วยตาจากการเปลี่ยนแปลงของดวงจันทร์ในแต่ละคืน นั่นก็คือข้างขึ้นข้างแรมของดวงจันทร์นั่นเองครับ

ดิถีจันทร์ (Moon Phase) ถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วน 6 สถานะดังนี้

1. New Moon (เดือนดับ หรือแรม 15 ค่ำ)
คือคืนที่พระจันทร์สิ้นแสง พระจันทร์อยู่ตำแหน่งเดียวกับพระอาทิตย์ทำให้ด้านที่พระจันทร์หันหาโลกมืด ไม่สะท้อนแสงอาทิตย์

2. Waxing Crescent (ขึ้น 1 ค่ำ - ขึ้น 7 ค่ำ)
คือช่วงเวลาที่ดวงจันทร์เปลี่ยนจากจันทร์เสี้ยว ไปสู่ครึ่งดวง เรียกช่วงเวลานี้ว่า First quarter phase

3. Waxing Gibbous (ขึ้น 8 ค่ำ - ขึ้น 14 ค่ำ)
คือช่วงเวลาที่ดวงจันทร์เปลี่ยนจากจันทร์ครึ่งดวง ไปสู้วันเพ็ญ เรียกช่วงเวลานี้ว่า Second quarter phase

4. Full Moon (วันเพ็ญ หรือขึ้น 15 ค่ำ)
คือคืนที่พระจันทร์เต็มดวง พระจันทร์อยู่ในตำแหน่งตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ ทำให้ด้านที่พระจันทร์หันเข้าหาโลก สะท้อนแสงจากดวงอาทิตย์ทั้งด้าน

5. Waning Gibbous (แรม 1 ค่ำ - แรม 7 ค่ำ)
คือช่วงเวลาที่ดวงจันทร์เปลี่ยนจากเต็มดวง ไปสู่ครึ่งดวง เรียกช่วงเวลานี้ว่า Third quarter phase

6. Waning Crescent (แรม 8 ค่ำ - แรม 14 ค่ำ)
คือช่วงเวลาที่ดวงจันทร์เปลี่ยนจากครึ่งดวง ไปสู่จันทร์เสี้ยว เรียกช่วงเวลานี้ว่า Last quarter phase

เมื่อนำมาตีความเข้ากับกิจกรรมทางการเกษตร จึงเชื่อกันว่าในแต่ละช่วงดิถีของดวงจันทร์ เหมาะสมที่จะทำในแต่ละเรื่องต่างกันดังต่อไปนี้

New Moon
ให้ถือว่าเป็นวันพักผ่อน เพราะเชื่อว่าเป็นช่วงเวลาที่อำนาจของดวงจันทร์ ซึ่งหมายรวมไปถึงธาตุดิน และธาตุน้ำ ไม่เสถียรมากที่สุด เพราะในคืนเดือนดับ เกิดน้ำขึ้นน้ำลงสูงที่สุดในรอบเดือน (เพราะดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์อยู่ตำแหน่งเดียวกัน เลยเสริมแรงดึงดูดให้รุนแรงขึ้น) เชื่อว่าพลังชีวิตในพืชจะมีน้อยกว่าเมื่อเทียบกับช่วงเวลาอื่น ๆ จึงไม่นิยมกระทำใดใดเลย ไม่ว่าจะเป็นการปลูก พรวนดิน ตัดเล็ม เก็บเกี่ยว ถางไถ ฯลฯ เพราะจะทำให้พืชอ่อนแอ และตายได้

Waxing Crescent
ช่วงข้างขึ้นถือว่าเป็นช่วงเวลาที่แผ่นดินหายใจออก พลังงานของแผ่นดินจึงแผ่ขึ้นข้างบน ในช่วงของ First quarter phase เป็นช่วงเวลาที่พลังชีวิตของแผ่นดินอยู่ที่ใบไม้ จึงเหมาะแก่การ เพาะพืชกินใบ รวมไปถึงการตอนกิ่ง ชำกิ่ง ไถพรวน และตัดแต่งเพื่อให้แตกกิ่งใบใหม่ หรือตัดเล็มบางส่วน เช่นการตัดผลอ่อนทิ้งไปบ้าง เพื่อให้สารอาหารไปเลี้ยงผลได้อย่างเต็มที่ ทำให้ผลผลิตมีขนาดใหญ่

Waxing Gibbous
เป็นช่วงข้างขึ้นเช่นกัน จึงเป็นช่วงเวลาที่แผ่นดินหายใจออก แต่ใน Second quarter phase พลังชีวิตของแผ่นดินจะไปอยู่ที่ “ผล และเมล็ด” ในช่วงนี้จึงเป็นช่วงเวลาของการเพาะไม้ผล และเมล็ดทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นธัญพืช ไม้ล้มลุก ไม้เถา หรือไม้ยืนต้น รวมไปถึงดอกด้วยเช่นกัน ทั้งยังถือกันว่า การเพาะเมล็ด การปักชำ และตอนกิ่งจะได้ผลดีที่สุดในช่วง 2 วันก่อนวันเพ็ญ

Full Moon
ให้ถือว่าเป็นวันพักผ่อนเช่นกัน และนอกจากนั้นยังถือว่าเป็นวันแห่งการเก็บเกี่ยวพืชสมุนไพรที่ใช้เป็นยา เพราะเป็นวันที่พืชทั้งหลายสะสม “พลังเวท” ไว้สูงที่สุดในรอบเดือน

Waning Gibbous
ช่วงเวลาข้างแรม ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่แผ่นดินหายใจเข้า พลังงานของแผ่นดินจึงย้อนกลับลงสู่ใต้พิภพ ในช่วงของ Third quarter phase จึงถือว่าเป็นช่วงเวลาในการเพาะพืชหัว และพืชกินรากทั้งหลาย และในช่วงข้างแรมนี้ก็ถือว่าให้เป็นช่วงเวลาในการเก็บเกี่ยว พรวนดิน ให้ปุ๋ย หรือย้ายต้นกล้า รวมไปถึงการตัดแต่งกิ่งใบเพื่อควบคุมขนาดของพืชไม่ให้โตเกินจำเป็น

Waning Crescent
ช่วงปลายของข้างแรมที่แผ่นดินหายใจเข้าในช่วงสุดท้าย Last quarter phase นี้ถือกันว่าไม่ควรเพาะหว่านเมล็ดใดๆ เลย แต่เหมาะสมสำหรับการเก็บเกี่ยว แปรรูป กักเก็บ ถนอมอาหาร รวมไปถึงการใส่ปุ่ย การกำจัดวัชพืช และการไถกลบเพื่อเตรียมหน้าดินในการเพราะปลูกรอบใหม่ รวมไปถึงการตัดแต่งกิ่งก้านใบของไม้ผล เพื่อควบคุมขนาดของพืชไม่ให้โตเกินจำเป็นจนยากต่อการเก็บเกี่ยว

เท่านี้ก็พอจะเห็นภาพแล้วใช่ไหมครับ เริ่มมองเห็นแล้วว่าแนวคิดเบื้องหลังมาจากดวงจันทร์ที่เราสังเกตเห็นได้ด้วยตา ว่ามีขนาดเท่าไหร่แล้วในแต่ละคืน ทีนี้ในโพสต์หน้าเราจะมาทำความเข้าใจในเรื่องที่ซับซ้อนขึ้นอีกนิดแต่สนุกมาก กับหลักคิดในส่วนที่ 2 ที่จะเข้ามาประกอบให้ความสัมพันธ์ของดวงจันทร์ที่มีต่อการเพาะปลูกลุ่มลึกมากขึ้นกว่าเดิม

สำหรับโพสต์นี้เป็นอย่างไรกันบ้างครับ อ่านยาก หรือไม่เข้าใจตรงไหน สามารถติติงชี้แนะได้เลยนะครับ

ตอนต่อไปมาแล้ว ตามไปอ่านต่อได้เลยครับ เพื่อความต่อเนื่อง >>> https://www.facebook.com/share/p/17uNwxYY9P/

ในการทำงานของ Folk Witchcraft ในพื้นที่ต่างๆ ของยุโรปเอง โดยเฉพาะอังกฤษ ไม่ได้มีเพียงการทำงานร่วมกับ Old ones, Spirit of...
19/05/2026

ในการทำงานของ Folk Witchcraft ในพื้นที่ต่างๆ ของยุโรปเอง โดยเฉพาะอังกฤษ ไม่ได้มีเพียงการทำงานร่วมกับ Old ones, Spirit of lands, หรือ Familiar spirit เพียงเท่านั้น ยังมีแม่มดหลายคนที่มีความศรัทธาในพระศาสนจักรอีกด้วย ด้วยความที่ศาสนายังไม่ได้เข้าถึงชีวิตประจำวันของชาวนาชาวสวนในชนบทมากนัก ทำให้การประกอบพิธีกรรมทางศาสนายังไม่ถูกต้องตามหลักมากนัก บาทหลวงในชนบทก็น้อย ทำให้บทบาทและความสำคัญจึงมาอยู่ที่ Cunning folk ที่เป็นเหมือนศูนย์กลางทางจิตวิญญาณของชุมชนในสมัยก่อน

และในบทความก่อนหน้าที่ผมได้มีการกล่าวถึง Men Witch ไปนั้น ยังมีบุคคลอีกบุคคลหนึ่งที่มีชีวิตอยู่จริง และได้รับการเคารพ และศรัทธามาก ที่เป็นผู้ชายในหมู่แม่มด นั้นคือ Saint Walstan

Saint Walstan เป็นนักบุญในพระศาสนจักรคาทอลิกในอังกฤษช่วงประมาณศตวรรษที่ 11 (ค.ศ. 975–1016 โดยประมาณ) มีชื่อเสียงในฐานะนักบุญของชาวนา คนเลี้ยงสัตว์ และแรงงานชนบท

ท่านเป็นลูกขุนนาง หรือเจ้าชาย แต่เลือกใช้ชีวิตเป็นคนเลี้ยงวัวใช้ชีวิตเรียบง่าย ใกล้ชิดธรรมชาติ ตอนท่านเสียชีวิต มีตำนานเล่าว่า วัวได้ช่วยลากร่างของท่านไปยังที่ฝังศพ กลายเป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ ที่ท่านมีความศรัทธาต่อพระเจ้า หลังจากนั้นก็มีความเชื่อว่าท่านสามารถรักษาสัตว์และปกป้องปศุสัตว์ได้ ท่านจึงกลายเป็นนักบุญที่ชาวชนบทโดยเฉพาะในนอร์ฟอล์ก (Norfolk) เคารพอย่างมากเลยครับ

เหล่า Cunning folk ที่ต่อมาถูกตีตราว่าเป็นแม่มด แต่ก่อนได้มีการทำคาถา หรือสวดภาวนาต่อท่านในเรื่องของเกษตรกรรม การทำปศุสัตว์ ให้สัตว์สุขภาพแข็งแรง ช่วยงานได้ไม่เหน็ดเหนื่อย และให้ผลทางการเกษตรงอกงามมากมาย

Saint Walstan จึงถือเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของเวทมนตร์พื้นบ้าน Cunning Folk Agrarian practice เลยที่เดียวครับ เป็นอีกหนึ่งจิตวิญญาณที่ได้รับความเคารพอย่างมาก

ผมมีวิธีการที่แม่มดสามารถทำได้ง่ายๆ หากเราปลูกพืช สมุนไพร หรือทำธุรกิจเกี่ยวกับปศุสัตว์ เป็นเกษตรกรก็ดี สามารถที่จะทำการเคารพบูชา ถวายเครื่องบูชาต่อท่านได้ที่นาที่สวนของท่าน

โดยเอารวงข้าว นม หรือน้ำสะอาด และกล่าวคำภาวนาต่อท่าน เราสามารถนำรวงข้าวมาติดไว้ที่ยุ้งฉางเพื่อเพิ่มผลผลิต ป้องกันหนูหรือขโมย หรือนำนมมารดพืชพรรณหรือให้สรรพสัตว์กินก็ได้ครับ สามารถทำได้ในช่วงโมงยามดาวอาทิตย์ (Sun) หรือช่วงซับบาต (Sabbat) ที่จะมาถึงช่วงเทศกาลเก็บเกี่ยว ต่อผมน่ะชอบทำช่วงฤดูร้อน ที่ที่บ้านเริ่มหว่านข้าวเพราะจะได้ให้ข้าวโตดีและสวย และทำอีกทีช่วงเกี่ยวข้าวครับ

แม่มดในปัจจุบันโดยเฉพาะ Folk Witchcraft ยังนำนักบุญเก่า ๆ ที่ได้รับความเคารพ หรือเคยถูกเคารพบูชาโดยเหล่า Cunning folk มาประกอบพิธีกรรม หรือ นำมา Charm อยู่เรื่อย ๆ ครับ ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย

และยังมีนักบุญอีกหลายท่านที่เหล่าแม่มดเคารพบูชาศรัทธาไม่ต่างกับศาสนาหลักครับ จะเห็นได้ว่าในอดีตและปัจจุบันเองก็ตาม ศาสนาเก่าและศาสนาใหม่ยังคงมีบทบาทในบริบทความเชื่อความศรัทธาของเหล่าแม่มดไม่ว่ายุคสมัยไหนครับ ดังนั้นความเชื่อที่ว่า แม่มดเป็นบุคคลอันตรายอาจจะเป็นความจริงเพียงด้านเดียวก็ได้

-Seluvise & Maleficus-

Men and Witchcraft ผมได้มีโอกาสไปงาน Magick fair ในวันเสาร์ที่ผ่านมา มีคนเห็นไหมครับ ฮ่าๆ หรือเราอาจจะเดินชนแขนกันไม่รู้...
18/05/2026

Men and Witchcraft

ผมได้มีโอกาสไปงาน Magick fair ในวันเสาร์ที่ผ่านมา มีคนเห็นไหมครับ ฮ่าๆ หรือเราอาจจะเดินชนแขนกันไม่รู้ตัวก็ได้ครับ แต่นั้นไม่ใช่ประเด็นนัก ผมอาจจะมาพูดคุยในวันนี้ครับ

ไม่ว่าจะเป็นผม หรือคนอื่นๆ ในวงการเวทมนตร์ในประเทศไทยก็ดี เรามักจะเห็นผ่านตามาบ้างครับและส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ชายทั้งนั้น ( + LGBT นะครับ ) จะพบว่า ไม่ใช่แค่ผู้หญิงเท่านั้นที่ให้ความสนใจกับศาสตร์ของ Witchcraft หรือ Sorcery แต่ผู้ชายเองก็ให้ความสนใจพอๆ กัน และในอดีตก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกันครับ

ในอดีตไม่ว่าจะยุคก่อนการล่าแม่มด หรือช่วงยุคการล่าแม่มดก็มีผู้ชายที่ให้ความสนใจในศาสตร์ลึกลับไม่ต่างกัน แต่ด้วยบริบทของสังคมชายเป็นใหญ่สมัยนั้น ทำให้พวกเขาเหล่านี้รอดจากการถูกตัดสินประหารชีวิตไปครับ

ผู้ชายที่ศึกษาศาสตร์ลึกลับ ในยุคก่อนถูกเรียกว่า วอร์ล็อก (warlock) หรือบางครั้งใช้เรียกผู้ชายที่ฝึกฝนเวทมนตร์

เทียบเท่ากับคำว่า แม่มด หรือ Witch โดยเฉพาะในนิยายและวัฒนธรรมสมัย นิยม ความหมายนี้อาจเป็นการตีความใหม่จากคำภาษาอังกฤษ โบราณว่า wærloga ซึ่งหมายถึง ผู้ทรยศ คนโกหก ศัตรู ปีศาจ มาจาก คำว่า wær ที่หมายถึงข้อตกลงหรือพันธสัญญาบางอย่าง ดังนั้น คำในรูปแบบดั้งเดิมจึงแปลได้คร่าวๆ ว่า ผู้ละเมิดคำสาบาน และ ส่วนใหญ่ใช้ในความหมายถึงปีศาจ หรือคนที่อาจร่วมมือกับมัน เช่น การละเมิดคำสาบานต่อศาสนจักร

จนกระทั่งช่วงปี 1500-1600 ใกล้กับสกอตแลนด์ คำว่า วอร์ล็อก ( warlock ) จึงถูกนำมาใช้เพื่อหมายถึง พ่อมดผู้ชั่วร้ายแทนครับ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันผู้ชายหลายคนที่ฝึกฝนเวทมนตร์และศาสตร์จิตวิญญาณสมัยใหม่ ก็พากันเรียกตัวเองว่า แม่มด กันเป็นส่วนใหญ่แล้วครับ ซึ่งเป็นคำทั่วไปที่ไม่เจาะจงได้เจาะจงเพศสำหรับทุกคนที่ฝึกฝนเวทมนตร์ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งครับ ดังนั้นทุกคนจะใช้ Warlock หรือ Witch ก็แล้วแต่บุคคลนั้นๆ ครับ โดยไม่ได้รวมถึงนิยาม Witchcraft for “Witch” นะครับ

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจว่าจะระบุตัวตนและเวทมนตร์ที่ตนฝึกฝน อย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแต่ละบุคคล

ดังนั้น แม้ว่าจะมีพ่อมดอยู่จริงในยุคของการล่าแม่ทดแต่ผู้ชายกลับไม่ค่อยตกเป็นเหยื่อของการล่าแม่มดมากเท่าผู้หญิง แม้ผู้สนใจอาจมีเท่าหรือมากกว่าแม่มดหญิง

การพิจารณาคดีในยุโรปตะวันตกเฉียงเหนือและอาณานิคมอเมริกา ผู้ชายที่ดูมีความสนใจในศาสตร์ของเวทมนตร์แม่มดก็ถูกเลือกเป็นเป้าหมายในการพิจารณาคดีเช่นกัน แต่สุดท้ายก็มักสรุปการตัดสินเป็นเพราะความสัมพันธ์กับผู้หญิงที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดมากกว่า ความผิดร้ายแรงหรือการใช้เวทมนตร์ของพวกเขาเอง

นี่คือความเหลื่อมล้ำทางสังคมในยุคก่อน ไม่ว่าจะเป็นความอ่อนแอของกฎหมาย ความรู้และการศึกษา และศาสนาที่ยังขาดวิจารณญาณครับ

แต่ไม่ใช่ว่าแม่มดชายจะไม่มีซะทีเดียวครับ ยังมีแม่มดชายที่มีชื่อเสียงมากๆ เช่นกันครับ

Urbain Grandier

บาทหลวงที่ถูกกล่าวหาว่าทำสัญญากับปีศาจและยังเกี่ยวข้องกับกับเหตุการณ์ Loudun possessions คือ เหตุการณ์แม่ชี Jeanne des Anges ถูกปีศาจเข้าสิงและมีคนนิมิตเห็น Grandier ทำให้เกิดการไล่ผีที่ใหญ่มากครั้งหนึ่ง และมีพยานมาก สุดท้ายเขาก็ถูกเผาทั้งเป็นในฐานะแม่มด แต่สุดท้ายก็ยังถูกถกเถียงกันในเรื่องของความเชื่อ และอำนาจทางศาสนาในเรื่องนี้อยู่ครับ

อีกทีที่ผมอาจจะแนะนำให้รู้จักคือ John Walsh
ถือว่าเป็น cunning man ในสมัยนั้นได้เลยครับ เขาเป็นที่รู้จักจากการถูกพิจารณาคดีข้อหาแม่มดในปี ค.ศ. 1566 ซึ่งถือเป็นบันทึกคดีเวทมนตร์แรกๆ ที่มีอยู่ในอังกฤษสมัยทิวดอร์ เรื่องราวของเขาให้ภาพสะท้อนสำคัญต่อการรับรู้และความเชื่อเรื่องเวทมนตร์ในชนบทอังกฤษยุคต้นสมัยใหม่

ในยุคทิวดอร์ คนชนบทอังกฤษเชื่อว่ามีทั้ง แม่มดที่ใช้เวทมนตร์ร้าย และ cunning folk ที่ใช้เวทมนตร์ดีเพื่อรักษาและช่วยเหลือผู้คน John Walsh เป็นหนึ่งในกลุ่มหลัง เขาได้รับความเชื่อถือจากชาวบ้านในพื้นที่ Dorset ในฐานะผู้รู้วิธีร่ายมนตร์ สะกด หรือแก้คำสาป โดยเฉพาะเพื่อป้องกันการขโมยและการเจ็บป่วยที่อธิบายไม่ได้

การสอบสวนของ John Walsh ถูกบันทึกไว้ในเอกสารของเจ้าหน้าที่ศาสนา ซึ่งระบุว่าเขายอมรับการติดต่อกับวิญญาณและปีศาจหลายตนเพื่อรักษาผู้คน เอกสารนี้เผยถึงการผสมผสานระหว่างความเชื่อพื้นบ้านกับความกังวลทางศาสนาที่เพิ่มขึ้นหลังการปฏิรูปศาสนาอังกฤษ คดีนี้สะท้อนจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนจากมุมมองเวทมนตร์เพื่อช่วยเหลือไปสู่การมองว่าเวทมนตร์เป็นอาชญากรรมทางศีลธรรมและศาสนา

สุดท้ายไม่มีบันทึกชัดเจนว่าโดนประหารชีวิตหรือไม่
แต่นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่า เขาน่าจะรอดชีวิต หรืออาจถูกลงโทษเล็กน้อย และถูกปล่อยตัวเนื่องจากเป็นยุคแรกๆ ของการล่าแม่มดอยู่ ความรุนแรงยังไม่เทียบเท่าช่วงกลางการล่าแม่มดครับ

จะเห็นได้ว่า ความเข้าใจว่า แม่มดต้องเป็นผู้หญิงเสมอนั้นไม่เห็นความจริงเลยแม้แต่น้อย ยังมีแม่มดชาย หรือผู้ศึกษาเวทมนตร์ชายอื่นๆ ในประวัติศาสตร์อีกมากมายที่เราอาจไม่คุ้นหูอีกมากครับ และแน่นอนครับว่า ผู้คนเหล่านี้ก็เป็นเหยื่อของความไม่รู้ และความหวาดกลัวแม่มด ดังนั้นไม่ว่าเราจะเป็นแม่มดหรือไม่ หรือเรียกตัวเองว่าผู้ศึกษาเวทมนตร์ก็ควรมีสติ และมีปัญญาเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เหล่านี้อีกครับ

-Seluvise & Maleficus-

ทุกคนอาจจะเคยเห็น หรือได้ยินเรื่องของส่วนผสมในหม้อยาของเหล่าแม่มดกันบ้าง ดูลึกลับ น่ากลัว และน่าเกลียดน่ากลัว เช่น นัยน์...
17/05/2026

ทุกคนอาจจะเคยเห็น หรือได้ยินเรื่องของส่วนผสมในหม้อยาของเหล่าแม่มดกันบ้าง ดูลึกลับ น่ากลัว และน่าเกลียดน่ากลัว เช่น นัยน์ตาของนิวต์ เท้าของกบ ขนของค้างคาว เป็นต้น และทุกคนคงเคยสงสัยว่า ส่วนผสมพวกนี้มันน่าขยะแขยงหรือฟังแล้วทำไมมันดูชวนอาเจียนได้ขนาดนี้ 🤢

ก็เพราะว่า ส่วนผสมเหล่านี้เป็นรหัสลับของสมุนไพร (Secret codes of herbs) หรือเรียกอีกคำว่า “ชื่อพื้นบ้าน” เพื่อไม่ให้ชาวบ้านล่วงรู้ในวิชาของเหล่าพ่อมดแม่มดพื้นบ้านได้ งั้นเรามาลองถอดประพันธ์กันดีกว่าว่าในโศกนาฏกรรมเรื่องแม็คเบ็ธของวิลเลียม เชกสเปียร์มีต้นอะไรบ้าง

ในบทประพันธ์โศกนาฏกรรมเรื่องแม็คเบ็ธ องก์ 4 ฉาก 1 บรรยายว่า

ทุกท่าน
“𝕯𝖔𝖚𝖇𝖑𝖊, 𝖉𝖔𝖚𝖇𝖑𝖊, 𝖙𝖔𝖎𝖑 𝖆𝖓𝖉 𝖙𝖗𝖔𝖚𝖇𝖑𝖊;
𝕱𝖎𝖗𝖊 𝖇𝖚𝖗𝖓, 𝖆𝖓𝖉 𝖈𝖆𝖚𝖑𝖉𝖗𝖔𝖓 𝖇𝖚𝖇𝖇𝖑𝖊.”

แม่มดท่านที่ 2

“𝘍𝘪𝘭𝘭𝘦𝘵 𝘰𝘧 𝘢 𝘧𝘦𝘯𝘯𝘺 𝘴𝘯𝘢𝘬𝘦,
𝘐𝘯 𝘵𝘩𝘦 𝘤𝘢𝘶𝘭𝘥𝘳𝘰𝘯 𝘣𝘰𝘪𝘭 𝘢𝘯𝘥 𝘣𝘢𝘬𝘦;
𝙀𝙮𝙚 𝙤𝙛 𝙣𝙚𝙬𝙩 𝘢𝘯𝘥 𝙩𝙤𝙚 𝙤𝙛 𝙛𝙧𝙤𝙜,
𝙒𝙤𝙤𝙡 𝙤𝙛 𝙗𝙖𝙩 𝘢𝘯𝘥 𝙩𝙤𝙣𝙜𝙪𝙚 𝙤𝙛 𝙙𝙤𝙜,
𝘼𝙙𝙙𝙚𝙧'𝙨 𝙛𝙤𝙧𝙠 𝘢𝘯𝘥 𝙗𝙡𝙞𝙣𝙙-𝙬𝙤𝙧𝙢'𝙨 𝙨𝙩𝙞𝙣𝙜,
𝙇𝙞𝙯𝙖𝙧𝙙'𝙨 𝙡𝙚𝙜 𝘢𝘯𝘥 𝙤𝙬𝙡𝙚𝙩'𝙨 𝙬𝙞𝙣𝙜,
𝘍𝘰𝘳 𝘢 𝘤𝘩𝘢𝘳𝘮 𝘰𝘧 𝘱𝘰𝘸𝘦𝘳𝘧𝘶𝘭 𝘵𝘳𝘰𝘶𝘣𝘭𝘦,
𝘓𝘪𝘬𝘦 𝘢 𝘩𝘦𝘭𝘭-𝘣𝘳𝘰𝘵𝘩, 𝘣𝘰𝘪𝘭 𝘢𝘯𝘥 𝘣𝘶𝘣𝘣𝘭𝘦.”

คำแปล

เติมงูหนองน้ำ
ในหม้อต้มและอบอวน
นัยน์ตาของนิวต์และเท้าของกบ
ขนของค้างคาวและลิ้นของสุนัข
ลิ้นของงูพิษและพิษของหนอนตาบอด (กิ้งก่าไร้ขา = จิ้งเหลน)
ขากิ้งก่าและปีกนกเค้า
เพื่อยาวิเศษแห่งความทุกข์ระทมอันทรงพลัง
ดุจดั่งน้ำซุปนรก เดือดปุดๆ

คุณจะเห็นได้ว่าตัวหนานั้นคือชื่อของสมุนไพรที่เป็นส่วนผสมแปลก ๆ ในหม้อยานั่นเอง แล้วตัวหนามีสมุนไพรชนิดใดบ้างล่ะ? เรามาดูไปทีละตัวกันเลยครับ

𝙀𝙮𝙚 𝙤𝙛 𝙣𝙚𝙬𝙩 (นัยน์ตาของนิวต์) = เมล็ดมัสตาร์ด
𝙩𝙤𝙚 𝙤𝙛 𝙛𝙧𝙤𝙜 (นิ้วเท้าของกบ) = บัตเทอร์คัป
𝙒𝙤𝙤𝙡 𝙤𝙛 𝙗𝙖𝙩 (ขนของค้างคาว) = ใบฮอลลี่
𝙩𝙤𝙣𝙜𝙪𝙚 𝙤𝙛 𝙙𝙤𝙜 (ลิ้นของสุนัข) = ต้นลิ้นสุนัขล่าเนื้อ (ฮาวด์ทัง-Hound’s tongue)
𝘼𝙙𝙙𝙚𝙧'𝙨 𝙛𝙤𝙧𝙠 (ลิ้นของงูพิษ) = เฟิร์นลิ้นงู (เอ็ดเดอร์ทัง-Adder’s Tongue)
𝙗𝙡𝙞𝙣𝙙-𝙬𝙤𝙧𝙢'𝙨 𝙨𝙩𝙞𝙣𝙜 (พิษของจิ้งเหลน) = งูตัวเล็ก (หมายถึงงูพิษจริง ๆ ไม่ใช่สมุนไพรนะครับ)
𝙇𝙞𝙯𝙖𝙧𝙙'𝙨 𝙡𝙚𝙜 (ขากิ้งก่า) = ไอวี่พิษ (Poison Ivy)
𝙤𝙬𝙡𝙚𝙩'𝙨 𝙬𝙞𝙣𝙜 (ปีกนกเค้า) = กระเทียม

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ชื่อของสมุนไพรเหล่านี้แตกต่างจากชื่อสามัญ คือ ลักษณะทางกายภาพของพืชชนิดนั้น ๆ เช่น เมล็ดมัสตาร์ด หรือที่เรียกว่านัยน์ตาของนิวต์ ก็เพราะตัวเมล็ดมีขนาดกลมเล็ก รูปทรงของมันเลยคล้ายดวงตาของตัวนิวต์ ใบบัตเทอร์คัป ที่ถูกบรรยายว่ามีลักษณะคล้ายนิ้วเท้าของกบ ใบฮอลลี่ก็เป็นหยัก ๆ โค้งเหมือนปีกค้างคาว ต้นฮาวด์ทัง (hound’s tongue) เพราะมีลักษณะคล้ายกับลิ้นของสุนัขล่าเนื้อตามชื่อ ต้นเฟิร์นลิ้นงู (Adder’s Tongue) เพราะตัวยอดอ่อนตรงกลางของเฟิร์นคล้ายกับลิ้นของงู ต้นไอวีพิษก็คล้ายกับขากิ้งก่า และตัวของกลีบกระเทียมเองก็คล้ายกับปีกของนกเค้าแมว

อีกทั้งในโศกนาฏกรรมเรื่องแม็คเบ็ธ ได้มีการกล่าวถึงเทพีเฮคาทีด้วย เฮคาทีเป็นเหมือนมารดาของแม่มดสมัยใหม่ที่ได้รับความเคารพอย่างมาก

ในเรื่องของสมุนไพรที่กล่าวไว้ข้างต้น และทุกคนจะเห็นว่ามีการเทียบพืชกับสัตว์อีกด้วย ตัวอย่างเช่น งู นกเค้า สุนัข สัตว์เหล่านี้เกี่ยวข้องกับพ่อมดแม่มด ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เชิงสัญลักษณ์ (symbolic animal) หรือบ้างก็ว่าเป็น Familiar บ้างก็ว่าเกี่ยวข้องกับเทพีเฮคาทีที่มีสัตว์ประจำกายเป็นสุนัข อสรพิษ ฯลฯ และแม้แต่พญามารของแม่มดที่สามารถแปลงกายเป็นรูปลักษณ์อย่างสุนัขหรืองูก็ได้เช่นกัน เห็นได้ชัดว่าลักษณะที่กล่าวมาเหล่านี้ มันสอดคล้องกับรูปลักษณ์ของสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติของเรา ไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์ก็ตาม

-Seluvise & Maleficus-

ที่อยู่

Ubon Ratchathani
34000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Thee Folke Wycheผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์