Sine - Crystal of Soul

Sine - Crystal of Soul ✧ Crystals with soul, Beauty with grace ✧
คริสตัลจากธรรมชาติ งดงามดั่งจิตวิญญาณที่เปี่ยมด้วยความดี

กำไลหินแท้ | หินมงคลแท้ | หินเสริมพลังชีวิต

Sine - Crystal of Soul
กำไลหินแท้ | หินมงคลแท้ | หินเสริมพลังชีวิต

คิดถูกแล้วที่ยังไม่รีบซื้อ! Google Fitbit Air คอแลปกับ Pokémon ออกลาย Limited Edition สามารถซิงค์กับเกม Pokémon Sleep ได...
28/08/2026

คิดถูกแล้วที่ยังไม่รีบซื้อ!

Google Fitbit Air คอแลปกับ Pokémon ออกลาย Limited Edition สามารถซิงค์กับเกม Pokémon Sleep ได้ด้วย

แต่… จะเข้าไทยไหมนั้นก็อีกเรื่องนึง 😂

ขอให้เป็นวันที่มีความสุข มีรอยยิ้มที่สดใสราบรื่นได้ทั้งวันนะ🌷🐻Have a lovely day!🌷🤍
28/08/2026

ขอให้เป็นวันที่มีความสุข มีรอยยิ้มที่สดใส
ราบรื่นได้ทั้งวันนะ🌷🐻

Have a lovely day!🌷🤍

New Release"ถ้าใส่กำไลวงนี้ ชีวิตจะโชคดีตลอดไป""ถ้าลูกไม่ได้เป็นทนาย ชีวิตจะไม่มีความสุข!""เพราะรุ่นพี่ไม่ได้สอนผมให้ดี ...
28/08/2026

New Release
"ถ้าใส่กำไลวงนี้ ชีวิตจะโชคดีตลอดไป"
"ถ้าลูกไม่ได้เป็นทนาย ชีวิตจะไม่มีความสุข!"
"เพราะรุ่นพี่ไม่ได้สอนผมให้ดี งานที่นำเสนอคราวนี้เลยผิดพลาด!"
เชื่อว่าสักครั้งในชีวิตเราทุกคนคงเคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่ #ต่อมเอ๊ะ ทำงานอย่างหนัก เมื่อต้องเผชิญกับเรื่องราวหรือบทสนทนาที่ฟังแล้วเหมือนจะใช่ แต่สัญชาตญาณลึกๆ ในใจส่งเสียงดังมากว่าอาจจะยัง ในวันที่สติสัมปชัญญะครบถ้วนก็ยังโชคดี แต่หากวันไหนที่จิตใจไม่พร้อม หรือตกอยู่ในสถานการณ์ เร่งด่วน ตั้งสติไม่ทัน เชื่อหรือไม่ว่ามีผู้คนพากันตกหลุมพรางคำพูดลักษณะนี้เป็นจำนวนมากจนน่าตกใจ
พบกับสารานุกรมอคติทางความคิดทั้งหมด 60 รูปแบบ ที่จะช่วยให้คุณ
✅ ประเมินข้อมูลและสถานการณ์ต่างๆ ได้ใกล้เคียงความเป็นจริงและสมเหตุสมผล
✅ ไม่ตกเป็นเหยื่อของข้อมูลที่บิดเบือน ข่าวปลอม ความคลุมเครือ และการให้เหตุผลที่ไม่สมบูรณ์
✅ ใช้ประโยชน์จากอคติบางรูปแบบได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างสรรค์
แล้วคุณจะไม่พลาดท่ากลายเป็นเหยื่อให้บรรดาคนตรรกะเพี้ยนปั่นประสาทเพื่อหาผลประโยชน์อีกต่อไป
60 วิธีรับมือคนตรรกะเพี้ยน
สถาบันวิจัยวัฒนธรรมสารสนเทศ
ซากิโกะ ยามาซากิ, โคซุเอะ มิยาชิโระ
และยูกิโกะ คิคุจิ เขียน
โชอิจิโร ทาคาฮาชิ ภาพประกอบ
ธนัญ พลแสน แปล
สำนักพิมพ์ howto
📌 วางจำหน่ายแล้ววันนี้
Amarinbooks : https://bit.ly/3QAHphb
Shopee: https://bit.ly/4cMzoOJ
Naiin : https://bit.ly/42HubSe
#60วิธีรับมือคนตรรกะเพี้ยน

New Release
"ถ้าใส่กำไลวงนี้ ชีวิตจะโชคดีตลอดไป"
"ถ้าลูกไม่ได้เป็นทนาย ชีวิตจะไม่มีความสุข!"
"เพราะรุ่นพี่ไม่ได้สอนผมให้ดี งานที่นำเสนอคราวนี้เลยผิดพลาด!"
เชื่อว่าสักครั้งในชีวิตเราทุกคนคงเคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่ #ต่อมเอ๊ะ ทำงานอย่างหนัก เมื่อต้องเผชิญกับเรื่องราวหรือบทสนทนาที่ฟังแล้วเหมือนจะใช่ แต่สัญชาตญาณลึกๆ ในใจส่งเสียงดังมากว่าอาจจะยัง ในวันที่สติสัมปชัญญะครบถ้วนก็ยังโชคดี แต่หากวันไหนที่จิตใจไม่พร้อม หรือตกอยู่ในสถานการณ์ เร่งด่วน ตั้งสติไม่ทัน เชื่อหรือไม่ว่ามีผู้คนพากันตกหลุมพรางคำพูดลักษณะนี้เป็นจำนวนมากจนน่าตกใจ
พบกับสารานุกรมอคติทางความคิดทั้งหมด 60 รูปแบบ ที่จะช่วยให้คุณ
✅ ประเมินข้อมูลและสถานการณ์ต่างๆ ได้ใกล้เคียงความเป็นจริงและสมเหตุสมผล
✅ ไม่ตกเป็นเหยื่อของข้อมูลที่บิดเบือน ข่าวปลอม ความคลุมเครือ และการให้เหตุผลที่ไม่สมบูรณ์
✅ ใช้ประโยชน์จากอคติบางรูปแบบได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างสรรค์
แล้วคุณจะไม่พลาดท่ากลายเป็นเหยื่อให้บรรดาคนตรรกะเพี้ยนปั่นประสาทเพื่อหาผลประโยชน์อีกต่อไป
60 วิธีรับมือคนตรรกะเพี้ยน
สถาบันวิจัยวัฒนธรรมสารสนเทศ
ซากิโกะ ยามาซากิ, โคซุเอะ มิยาชิโระ
และยูกิโกะ คิคุจิ เขียน
โชอิจิโร ทาคาฮาชิ ภาพประกอบ
ธนัญ พลแสน แปล
สำนักพิมพ์ howto
📖 ทดลองอ่าน: https://bit.ly/4ugc7Lo
📌 วางจำหน่ายแล้ววันนี้
🛒 ช่องทาง Online
Amarinbooks : https://bit.ly/42AOssW
Naiin: https://bit.ly/3RpJtZw
Shopee: https://bit.ly/4dc3Jq3
📱ฉบับ E-book
Meb: https://bit.ly/4eo2xAY
Naiin: https://bit.ly/3R3EptD
Pinto: https://bit.ly/4tR7CGT
#60วิธีรับมือคนตรรกะเพี้ยน

จากข่าวคนมีชื่อเสียงหลายคนที่จากไปอย่างกระทันหัน น่าจะมีส่วนทำให้หลายๆ คนตระหนักถึงความไม่แน่นอนของชีวิต และมีความตื่นตั...
28/08/2026

จากข่าวคนมีชื่อเสียงหลายคนที่จากไปอย่างกระทันหัน น่าจะมีส่วนทำให้หลายๆ คนตระหนักถึงความไม่แน่นอนของชีวิต และมีความตื่นตัวเรื่องการทำ #พินัยกรรมชีวิต (Living Will) มากขึ้น

จากสถิติพบว่า ยอดคนไทยทำพินัยกรรมชีวิต หรือ 'พินัยกรรมขอตายดี' ผ่านระบบออนไลน์พุ่งสูงขึ้นกว่า 10 เท่า จากราว 8,000 รายเป็นเกือบ 1 แสนราย

พินัยกรรมดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาล่วงหน้าที่จะไม่รับการรักษาที่มุ่งยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต เพื่อลดความทุกข์ทรมานและจากไปอย่างสงบตามธรรมชาติ

โดยเมื่อทำแล้ว สถานพยาบาลและภาคีเครือข่ายที่ขึ้นทะเบียนใช้ระบบ สามารถค้นหาเรียกดูและให้การรักษาตามเจตนา โดยไม่เป็นภาระกับญาติที่จะต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร

- - -

นพ.อภิชาติ รอดสม รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) กล่าวว่า

“คนในสังคมไทยมีความตระหนักถึงความสำคัญและเข้าใจการทำพินัยกรรมชีวิตเรื่องการตายดีมากขึ้น จากเดิมที่อาจจะคิดว่าเป็นการแช่งตัวเอง ก็มีการพยายามทำความเข้าใจว่าไม่ใช่

แต่ให้เห็นว่าการเตรียมตัวก่อนตายนี้ เป็นการช่วยเหลือทุกๆคนทั้งตัวเอง ลูกหลานและสังคม ที่สำคัญ ผู้ทำนั้นไม่ได้มีเฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้น แต่เริ่มมีทุกช่วงอายุที่ต่ำลงเรื่อยๆมากขึ้นเช่นกัน

- - -

ข้อควรทราบ

1. การแสดงเจตนาไม่รับบริการสาธารณสุขเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายนี้ ไม่ใช่การเร่งให้เสียชีวิต แต่เป็นการจากไปอย่างสงบตามธรรมชาติ มีช่วงเวลาความทุกข์ทรมานในระยะท้ายให้สั้นที่สุด ไม่ยืดเยื้อด้วยเทคโนโลยีการแพทย์ที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์

2. Living Will ไม่ได้หมายความว่า “ไม่ต้องรักษา”

ถ้าเกิดอุบัติเหตุ หรือเจ็บป่วยรุนแรง แต่แพทย์ยังเห็นว่ามีโอกาสรักษาและกลับมาดำเนินชีวิตได้ การรักษาเพื่อช่วยชีวิตก็ยังทำได้ตามความเหมาะสม

3. การทำ Living Will ช่วยลดความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยจากการรักษาที่ไม่จำเป็น พร้อมทั้งปลดล็อกภาระทางจิตใจ ค่าใช้จ่ายอันมหาศาลของครอบครัว และช่วยลดภาระงบประมาณสาธารณสุขของประเทศในการยื้อชีวิตที่ไร้ประโยชน์

- การอยู่ในห้องไอซียู( ICU) หรือ การนอนติดเตียงนานๆ โดยไร้การรับรู้ มักนำมาซึ่งความเจ็บปวดทางกายและใจ แม้จะพยายามยื้อชีวิตไว้ก็ตาม

- ภาระของโรงพยาบาล เตียงในโรงพยาบาล โดยเฉพาะในห้อง ICU มักจะแน่นขนัด และการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ทำให้โรงพยาบาลต้องแบกรับภาระงานและค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่ว

- ภาระของครอบครัว ลูกหลานหลายคนต้องเสียสละลาออกจากงาน เพื่อมาดูแลพ่อแม่หรือญาติสนิทที่อยู่ในระยะสุดท้าย นอกจากนี้ ยังมีภาระทางใจจากการต้องตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาที่ยืดเยื้อ

- ค่าใช้จ่ายที่มหาศาล ค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากต้องนอนในโรงพยาบาลเอกชน หรือใช้เครื่องมือแพทย์ราคาแพง อาจสูงถึงหลักล้านบาท หรือกระทั่งสิบล้านบาทได้ในเวลาอันสั้น

ต่างประเทศมีตัวเลขที่ชัดเจนว่า ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในช่วง 6 เดือนสุดท้ายของชีวิตอาจสูงถึง ครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพตลอดทั้งชีวิต

3. เพราะ “ความตาย” ไม่ได้เป็นเรื่องของคนที่มีอายุมากเท่านั้น แต่สามารถเกิดขึ้นกับใคร เมื่อไหร่ก็ได้ การเตรียมพร้อมในเรื่อง “ตายดี” จึงสำคัญอย่างมาก

พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ มาตรา 12 จึงให้สิทธิประชาชนในการแสดงเจตนาล่วงหน้า “ในการที่จะไม่รับบริการสาธารณสุขที่ทำไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต” เรียกว่า การทำ “พินัยกรรมชีวิต (Living Will)” หรือ “พินัยกรรมขอตายดี” สามารถทำได้ในทุกช่วงอายุ

- - -

กลุ่มอายุที่มีการทำพินัยกรรมขอตายดีมากที่สุด ส่วนมากคือ Gen X เริ่มมี Gen Y บางส่วน

เพศหญิง อายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป
เพศหญิง อายุ 45 – 59 ปี
เพศชาย อายุ 60 ปีขึ้นไป
เพศหญิง อายุ 30-44 ปี *
เพศชาย 45- 59 ปี

จังหวัดที่มีจำนวนคนทำพินัยกรรมขอตายดีมากที่สุด 5 อันดับแรก

1. นครราชสีมา 18,766 คน
2. สุโขทัย 13,345 คน
3. นครศรีธรรมราช 11,176 คน
4. พิษณุโลก 11,053 คน
5. อุบลราชธานี 10,816 คน

- - - -

#ขั้นตอนการทำพินัยกรรมขอตายดีออนไลน์

1. เข้าระบบที่เว็บไซต์ https://e-livingwill.nationalhealth.or.th ดูคำอธิบายการเขียนได้ที่ https://www.nationalhealth.or.th/elivingwill

2. สมัครเป็นผู้ใช้ระบบ โดยการสร้างบัญชีการใช้งานด้วย ThaiD หรือเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก

3.จัดทำหนังสือแสดงเจตนาที่ต้องการ โดยท่านที่มีหนังสือเดิมอยู่แล้วสามารถเลือกทำในรูปแบบการแนบไฟล์ หรือ "ทำใหม่"ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์

4. หนังสือแสดงเจตนาฯ จะถูกจัดเก็บในระบบ สามารถเรียกดู พิมพ์ ส่งต่อให้ผู้ตัดสินใจแทน ปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันและยกเลิกหนังสือได้ด้วยตนเอง

5. สถานพยาบาลและภาคีเครือข่ายที่ขึ้นทะเบียนใช้ระบบ สามารถค้นหาเรียกดู และสถานพยาบาลให้การรักษาตามเจตนา

- - -

เอกภพ สิทธิวรรณธนะ หรือ มาร์ท ชายหนุ่มรุ่นใหม่เริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับการรับมือกับความตายตั้งแต่ยังเรียนมหาวิทยาลัยปีสุดท้าย เมื่อเขาต้องรับหน้าที่หลักในการดูแล “ม่า” ที่ต้องเข้าออกห้องไอซียูจนถึงวาระสุดท้าย
“ไม่มีใครรู้เลยว่าจะทำยังไงกับม่าที่กำลังจะตาย พ่อให้ผมไปเฝ้าไข้ เวลาเจอกับม่าร้องทุรนทุราย บอกว่ารำคาญสายยางที่หมอใส่ให้ ผมไม่รู้จะถอดตามใจม่าหรือต้องทำยังไง มันเป็นโจทย์ว่า ถ้าเราไม่รู้จักตรงนี้มากขึ้น เราก็จะไม่รู้ต่อไป”
การจากไปของอาม่าทำให้มาร์ทสนใจค้นหาคำตอบเพื่อรับมือกับความตายอย่างจริงจัง เขาจึงตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโทและทำวิทยานิพนธ์เพื่อศึกษาองค์ความรู้เกี่ยวกับการตายในสังคมไทยให้มากขึ้น
เขาพบว่า บางเคสคนไข้จะขอถอดสายออกซิเจนเพื่อกลับไปตายที่บ้านตนเอง แต่แพทย์และญาติไม่กล้า “ตามใจ” ผู้ป่วย
ถ้าไม่ยื้อลมหายใจผู้ป่วยไว้ คนแรกที่รู้สึกผิดคือหมอ คนต่อมาคือญาติพี่น้อง แม้ว่าทุกคนจะรู้ว่า ถึงอย่างไรก็ไม่รอด แต่ก็ไม่มีใครยอมทำตามความต้องการครั้งสุดท้ายของผู้ป่วย

เมื่อผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะสุดท้าย ร่างกายอ่อนแอเกินกว่าจะพูดได้ ถึงตอนนั้นญาติกับหมอก็จะตัดสินใจบนพื้นฐานการแพทย์กระแสหลัก ยื้อลมหายใจจนถึงนาทีสุดท้ายบนเตียงโรงพยาบาล
เช่นเดียวกับกรณีที่คนไข้ป่วยด้วยโรคร้ายไม่มีทางรักษา เหลือเวลาบนโลกใบนี้อีกไม่นาน ญาติพี่น้องมักเลือก “ปกปิด” แทนการพูดความจริง ด้วยความเชื่อว่า “ความตายเป็นสิ่งอัปมงคล” กลัวคนไข้ยอมรับความจริงไม่ได้จนทำให้อาการป่วยทรุดหนักเร็วขึ้น
หรือมิเช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าจะสื่อสารเรื่องการเตรียมตัวตายอย่างไร ทั้งคนป่วยและญาติจึงใช้เวลาช่วงสุดท้ายที่เหลืออยู่ด้วยกันแบบ “ไม่มีความสุข” จนถึงเวลาพลัดพรากจากกัน
บนเส้นทางของความตายสีดำและความเศร้าหมอง ชายหนุ่มเริ่มต้นหยิบ “พู่กัน” มาร่วมแต่งแต้มสีสันใหม่ในหัวใจใครหลายคนให้กล้าเผชิญหน้ายอมรับความจริงที่มนุษย์ทุกคนต้องได้พบเจอ…ไม่ช้าก็เร็ว
ตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปัจจุบัน หลานชายอาม่าได้ร่วมเป็นหนึ่งในทีมแอดมินเพจ Peaceful Death จัดทำโครงการความตายพูดได้ เปลี่ยนมุมมองต่อความตายจาก “สีดำ” เป็น “สีขาว” นำพาผู้คนก้าวพ้นความหวาดกลัวในใจลุกขึ้นมาเขียน “สมุดเบาใจ” หรือพินัยกรรมของตนเอง รวมทั้งชวนให้คนกล้าร้องเพลง “Happy Deathday” เพื่อรับมือความตาย

อ่านต่อได้ที่ https://www.happinessisthailand.com/2018/02/24/happydeathday/

🎭บนโต๊ะเจรจาธุรกิจ หลายคนมักเข้าใจผิดว่าคำว่า "Win-Win" คือการยอมประนีประนอมหรือ "ยอมถอยกันคนละครึ่งทาง" แต่นั่นมักนำไปส...
27/08/2026

🎭บนโต๊ะเจรจาธุรกิจ หลายคนมักเข้าใจผิดว่าคำว่า "Win-Win" คือการยอมประนีประนอมหรือ "ยอมถอยกันคนละครึ่งทาง" แต่นั่นมักนำไปสู่สถานการณ์ที่ผลประโยชน์ขององค์กรหล่นหาย เพียงเพื่อแลกกับการรักษาคอนเนกชันไว้
ในทางกลับกัน บางคนเลือกที่จะทุบโต๊ะ เพื่อให้ได้ผลประโยชน์สูงสุด แต่คู่เจรจากลับเดินออกจากห้องไปด้วยความรู้สึกติดลบ และสาบานว่าจะไม่ร่วมงานด้วยอีก
🤝การเจรจาระดับมืออาชีพที่แท้จริง คุณไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างงานกับคน นี่คือ 4 ยุทธศาสตร์ที่จะช่วยให้คุณปิดดีลได้อย่างหมดจด ได้ผลประโยชน์ครบถ้วน และคู่ค้ายังคงรู้สึกประทับใจ
🙅1. นุ่มนวลกับตัวบุคคล แต่เด็ดขาดกับ "ปัญหา"
ความขัดแย้งบนโต๊ะเจรจามักบานปลายเมื่อเรานำตัวเลขไปผูกกับอารมณ์ เมื่ออีกฝ่ายยื่นข้อเสนอที่เอาเปรียบ สัญชาตญาณคือการโต้กลับและมองเขาเป็นศัตรู ยุทธศาสตร์การ Win ทั้งสองด้าน คือการตีกรอบว่าคุณกับเขาคือทีมเดียวกันที่กำลังเผชิญหน้ากับโจทย์ยาก
แทนที่จะพูดว่า "ราคาที่คุณเสนอมามันแพงเกินไป เราสู้ไม่ไหว" ให้เปลี่ยนเป็น "ผมเข้าใจโครงสร้างราคาใหม่ของคุณครับ แต่ด้วยกรอบงบประมาณที่จำกัด เราจะหาทางออกร่วมกันอย่างไรดี เพื่อให้โปรเจกต์นี้เดินหน้าต่อได้?"
ผลลัพธ์คู่เจรจาจะไม่รู้สึกถูกต้อนให้จนมุม แต่จะรู้สึกว่าคุณให้เกียรติ และพร้อมจะร่วมหาทางออกไปกับคุณ
🔍 2. ก้าวข้าม "จุดยืน" เพื่อขุดหาความต้องการที่แท้จริง
ดีลมักจะติดทางตันเมื่อทั้งสองฝ่ายเอาจุดยืนมาปะทะกัน (เช่น คุณจะขาย 10 บาท แต่ลูกค้าจะซื้อ 8 บาท) การดันทุรังเถียงกันที่ตัวเลข มีแต่จะทำให้พังทั้งข้อตกลงและสายสัมพันธ์ เทคนิคคือต้องเลิกเถียงเรื่องจุดยืน แต่ให้ตั้งคำถามเพื่อหา ความต้องการแฝงว่าเบื้องหลังตัวเลขนั้น เขาแคร์เรื่องอะไรอยู่
ตัวอย่าง: หากลูกค้าขอลดราคาลง 10% เขาอาจไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงิน แต่เขากำลังถูกบอร์ดบริหารบีบให้ทำผลงานเรื่องการลดต้นทุน หากคุณรู้ความต้องการนี้ คุณอาจยืนยันราคาเดิม แต่แถมบริการหลังการขายหรือยืดระยะเวลารับประกันเพิ่มเข้าไป เพื่อให้เขานำผลงานนี้ไปรายงานบอร์ดบริหารได้
⚖️ 3. ปฏิเสธคำขอด้วยศิลปะการ "ให้แบบมีเงื่อนไข"
การยอมตามใจคู่ค้าทุกอย่างเพื่อรักษาความสัมพันธ์ จะทำให้คุณเสียเปรียบและดูไม่มีจุดยืน ในขณะเดียวกัน การปฏิเสธแบบไร้เยื่อใยก็ทำลายความรู้สึก ทุกครั้งที่คู่เจรจาขอเพิ่มขอบเขตงานหรือขอลดเงื่อนไข อย่าพูดคำว่า "ไม่" แต่ให้ใช้กฎแห่งการแลกเปลี่ยน "ได้ครับ... แต่"
ตัวอย่าง: "เรายินดีลดราคาให้ 5% ตามที่คุณขอครับ... แต่เพื่อรักษาสภาพคล่องในการทำงานนี้ให้ออกมาดีที่สุด เราขอปรับเงื่อนไขเป็นชำระล่วงหน้า 50% นะครับ ทางคุณสะดวกไหม?" ผลลัพธ์อีกฝ่ายจะรู้สึกว่า "ชนะ" เพราะได้ส่วนลดส่วนคุณก็ปกป้องต้นทุนตัวเองได้ด้วยการดึงกระแสเงินสดกลับมา
👂4. ซื้อใจด้วยการ "ฟัง"
หลายครั้งที่ดีลจบไม่ลง ไม่ใช่เพราะหาผลประโยชน์ที่ลงตัวไม่ได้ แต่เป็นเพราะคู่เจรจารู้สึกว่า "ไม่ได้รับการยอมรับ" การใช้ตัวเลขและเหตุผลเข้าสู้ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียด มักไม่ได้ผล การทำความเข้าใจข้อจำกัดของอีกฝ่าย แล้วสะท้อนความรู้สึกนั้นออกมา จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีทำให้เราได้รับความไว้วางใจมากขึ้น
ตัวอย่าง: "ผมเข้าใจเลยครับว่าทำไมคุณถึงซีเรียสเรื่องไทม์ไลน์มาก เพราะถ้างานนี้ดีเลย์ มันจะกระทบกับงบการตลาดก้อนใหญ่ที่คุณวางไว้ทั้งหมดเลยใช่ไหมครับ?" ทันทีที่คุณพูดแทนความในใจของเขา กำแพงป้องกันตัวจะพังลง เขาจะรู้สึกว่าคุณคือคนที่ "เข้าใจเขาจริงๆ" และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเจรจาด้วยเหตุผลที่ง่ายขึ้น
การเจรจาที่สมบูรณ์แบบที่สุด ไม่ใช่การทำให้ใครคนใดคนหนึ่งเดินคอตกออกจากห้องประชุม แต่คือการทำให้ทั้งสองฝ่ายลุกจากโต๊ะด้วยความภูมิใจว่า "ได้ในสิ่งที่ต้องการทั้งคู่"
เตรียมความพร้อมให้ตัวคุณและทีมผู้บริหาร เพื่อรับมือกับคู่ค้าทุกระดับ และปิดทุกดีลสำคัญให้จบลงอย่างสมบูรณ์แบบ และหากคุณอยากพัฒนาทักษะการเจรจาต่อรองได้ดียิ่งขึ้น ผมก็ขอแนะนำเวิร์กชอป
🎯Negotiation for Executives: Mastering Stakeholder Agreement
เวิร์กชอป 2 วันเต็มที่จะพาคุณปลดล็อกการเจรจาที่เสียเปรียบ พร้อมสร้างแต้มต่อให้คุณปกป้องผลประโยชน์ในการต่อรอง โดยที่คู่เจรจายังรู้สึกว่าได้รับสิ่งที่ดีที่สุดกลับไป
#สอนโดยผู้บริหารมากประสบการณ์
คุณศิวัตร เชาวรียวงษ์
โค้ชผู้บริหาร ผู้ได้รับการรับรอง Certified Chief Master Coach จากสถาบัน ITD
โค้ชจุดแข็งผู้ได้รับการรับรองจากสถาบัน Gallup
อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GroupM บริษัทโฆษณาชั้นนำ และนายกสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย)
กรรมการอิสระ ในบริษัทชั้นนำหลากหลายธุรกิจทั่วประเทศ
#ตารางเรียน
📅 วันที่: 29 - 30 กันยายน 2569
⏰ เวลา: 9.00 – 16.30 น.
📍 สถานที่: โรงแรมใจกลางเมือง เดินทางสะดวก ใกล้ BTS
📩 สำรองที่นั่งหรือหรือปรึกษาทีมงาน
Tel: 062-947-2365 (คุณแพรวา)
Line: .official
รายละเอียดเพิ่มเติม https://cariber.info/3Tseu0b

………………
Cariber ความสำเร็จที่เรียนรู้ได้
ติดตามเราได้ที่ https://opl.to/cariber

Learn more

เจรจาอย่างไรให้ Win-Win ทุกฝ่าย รักษาผลประโยชน์สูงสุดขององค์กร โดยที่คู่เจรจายัง "ได้ผลลัพธ์ที่พึงพอใจ" by Cariber

27/08/2026
รู้จัก Gaslighting พฤติกรรม Toxic ในที่ทำงาน ที่ทำให้เรา “ไม่เชื่อมั่นในตัวเอง” ช่วงนี้มีประเด็นหนึ่งในโลกการทำงานที่ถูก...
27/08/2026

รู้จัก Gaslighting พฤติกรรม Toxic ในที่ทำงาน ที่ทำให้เรา “ไม่เชื่อมั่นในตัวเอง”
ช่วงนี้มีประเด็นหนึ่งในโลกการทำงานที่ถูกพูดถึงมากขึ้น จากเรื่องราวของคนทำงานที่ออกมาเล่าถึงการถูก ด้อยค่า กดดัน และย้ำซ้ำๆ ว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิด จนวันหนึ่งเริ่มไม่แน่ใจว่า สิ่งที่ตัวเองรู้สึกและรับรู้นั้น “จริง” แค่ไหน
หนึ่งในคำที่ถูกหยิบขึ้นมาอธิบายพฤติกรรมลักษณะนี้ก็คือ “Gaslighting”
คำนี้อาจฟังดูเหมือนศัพท์จิตวิทยาที่ไกลตัว แต่จริงๆ แล้ว Gaslighting สามารถเกิดขึ้นในที่ทำงานได้ ตั้งแต่ระหว่างหัวหน้ากับลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน ไปจนถึงคนที่สนิทและทำงานร่วมกันมานาน
และสิ่งที่น่ากลัวคือ คนที่กำลังเจอ Gaslighting อาจไม่รู้ตัวในทันที เพราะผลของมันค่อยๆ ทำให้เรากลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า
“หรือเราจำผิด?”
“หรือเราคิดมากไปเอง?”
“หรือจริงๆ แล้วเราเป็นคนผิด?”
แล้ว Gaslighting ในที่ทำงานคืออะไร? พฤติกรรมแบบไหนที่ควรจับตา และมันต่างจากการถูกตำหนิหรือ Feedback แรงๆ อย่างไร?
[ Gaslighting คืออะไร? ]
ตามความหมายของ American Psychological Association (APA) คำว่า Gaslighting ใช้อธิบายการชักจูงหรือบิดเบือนจนทำให้อีกฝ่ายเริ่มสงสัย การรับรู้ ประสบการณ์ หรือความเข้าใจของตัวเองต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
ส่วนในบริบทการทำงาน งานวิจัย Workplace gaslighting: a construct for organizational research ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Frontiers in Psychology ปี 2026 บอกว่า Workplace Gaslighting คือ พฤติกรรมชักจูงหรือบิดเบือนที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์การทำงาน
โดยจะมีองค์ประกอบสองเรื่องคือ
👉 Trivialization การลดทอนหรือบั่นทอนมุมมอง ความกังวล ประสบการณ์ หรือสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังเผชิญ จนทำให้เริ่มสงสัยความสามารถ การตัดสินใจ หรือความทรงจำของตัวเอง
👉 Affliction Potential พฤติกรรมนั้นมีศักยภาพสร้างความทุกข์ ความเจ็บปวด หรือผลเสียต่ออีกฝ่าย ทั้งในด้านจิตใจ ความสัมพันธ์ ชื่อเสียง หรือการทำงาน
เมื่อพฤติกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำๆ สิ่งที่ตามมาอาจเป็นคำถามในหัวอย่าง
👉 “หรือเราจำผิดเอง?”
👉 “หรือเราทำงานไม่ดีจริงๆ?”
👉 “หรือเราคิดมากเกินไป?”
👉 “ถ้าทุกคนบอกว่าเราเป็นปัญหา หรือเราจะเป็นปัญหาจริงๆ?”
จุดที่ทำให้ Gaslighting อันตราย คือเมื่อคนที่เจอเริ่ม ไม่ไว้ใจ judgment ของตัวเอง และต้องพึ่งการตีความความจริงจากอีกฝ่ายมากขึ้นเรื่อยๆ
[ 5 พฤติกรรมที่อาจสะท้อน Workplace Gaslighting ]
งานวิจัย Workplace gaslighting: a construct for organizational research อธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมที่สรุปได้ว่าพฤติกรรมแบบไหนบ้างที่อาจเป็นสัญญาณให้เราต้องจับตาว่าอาจเป็น Gaslighting ในที่ทำงาน ซึ่งสรุปมาได้ 5 ข้อนี้
1️⃣ ปฏิเสธสิ่งที่เคยพูดหรือเคยตกลงกัน
เช่น เคยรับปากหรือให้คำมั่นบางอย่างไว้ แต่ภายหลังกลับปฏิเสธว่าไม่เคยตกลง หรือมีคำพูดกับการกระทำที่ไม่สอดคล้องกัน
งานวิจัยระบุว่า การปฏิเสธ commitment และความไม่สอดคล้องระหว่างคำพูดกับการกระทำ เป็นหนึ่งในรูปแบบที่พบภายใต้ Trivialization
2️⃣ ทำให้เรารู้สึกว่าสิ่งที่เจอเป็นเพียงเรื่องที่ “คิดไปเอง”
เมื่อเราพูดถึงปัญหาหรือสิ่งที่ไม่สบายใจ อีกฝ่ายอาจลดทอนประสบการณ์ของเรา หรือทำให้รู้สึกว่าสิ่งนั้นเกิดจากการตีความของเราเอง
งานปี 2026 ยกตัวอย่างถึงการบอกลูกน้องว่ากำลัง “จินตนาการ” สิ่งต่างๆ และการลดทอนข้อร้องเรียนหรือความกังวลของลูกน้อง ซึ่งเป็นลักษณะของ Trivialization
3️⃣ โยนความผิดกลับมาที่เราเมื่อเราพยายามพูดถึงปัญหา
จากเดิมที่เรากำลังตั้งคำถามกับเหตุการณ์หรือพฤติกรรมบางอย่าง การสนทนากลับถูกเบี่ยงไปจนสุดท้ายกลายเป็นว่า “เรา” คือคนผิด
งานทบทวนดังกล่าวระบุถึงพฤติกรรมที่ผู้มีอำนาจ เบี่ยงการสนทนาเพื่อโยนความผิดของปัญหาไปยังลูกน้อง ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในวิธีลดทอนความน่าเชื่อถือของอีกฝ่าย
4️⃣ บิดคำพูดหรือทำให้สิ่งที่เราเคยพูดมีความหมายเปลี่ยนไป
อีกพฤติกรรมหนึ่งคือการนำคำพูดของลูกน้องไปบิดเบือนหรือนำเสนอใหม่จนไม่ตรงกับสิ่งที่เจ้าตัวต้องการสื่อ
งาน Popat และ Pandey ระบุถึงการ twisting or misrepresenting คำพูดของลูกน้องไว้เป็นอีกหนึ่งรูปแบบของ Trivialization
5️⃣ ด้อยค่าหรือทำให้เราสับสนในความสามารถและการตัดสินใจของตัวเอง
เช่น การใช้คำพูดที่ลดคุณค่า แล้วสลับกับการให้รางวัลหรือแสดงการยอมรับ จนอีกฝ่ายเกิดความสับสนว่าแท้จริงแล้วตัวเองมีคุณค่า มีความสามารถ หรือกำลังทำสิ่งที่ถูกต้องอยู่หรือไม่
อย่างไรก็ตามสิ่งที่งานวิจัยบอกไว้ด้วยก็คือ การพบพฤติกรรมใดพฤติกรรมหนึ่งเพียงครั้งเดียวเช่น Feedback แรงๆ แค่หนึ่งครั้ง ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าเป็น Gaslighting ได้
แต่ต้องเป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำๆ มีความสัมพัน์ที่ไม่สมดุลทางอำนาจ ซึ่งจะนำไปสู่ความสับสน การบิดเบือนการรับรู้ และการสงสัยตัวเองได้รุนแรงขึ้น
[ ทำไมองค์กรต้องสนใจเรื่องนี้? ]
เพราะเมื่อคนทำงานเริ่มไม่กล้าตัดสินใจ ไม่กล้าตั้งคำถาม และไม่มั่นใจใน judgment ของตัวเอง ผลกระทบสามารถลามไปถึง ความไว้ใจในทีมน้อยลง ขาดการมีส่วนร่วม ขาดประสิทธิภาพการทำงาน และสุดท้ายไม่สามารถรักษาคนเก่งในองค์กรเอาไว้ได้
โดยเฉพาะในองค์กรที่มีความสัมพันธ์ทางอำนาจสูง เช่น หัวหน้า-ลูกน้อง หรือทีมที่คนใดคนหนึ่งมีอิทธิพลเหนือคนอื่นมาก พฤติกรรม Gaslighting ยิ่งเป็นเรื่องที่ควรจับตา
สิ่งที่คนทำงานทำได้คือ เก็บหลักฐานการสื่อสารให้ชัด เช่น อีเมล แชต หรือสรุปสิ่งที่ตกลงกันเป็นลายลักษณ์อักษร รวมถึงหา Second Opinion จากคนที่ไว้ใจได้ เพื่อช่วยตรวจสอบว่าเหตุการณ์ที่เราเจอกำลังเกิดขึ้นในแบบที่เรารับรู้จริงหรือไม่
และถ้าพฤติกรรมเกิดขึ้นซ้ำๆ การพูดคุยกับหัวหน้าระดับถัดไป HR หรือช่องทางร้องเรียนภายในองค์กรก็เป็นอีกทางเลือกที่ควรพิจารณา
ที่มา: American Psychological Association (APA), Frontiers in Psychology



!

เคยไหม? ในวันที่ชีวิตเจอเรื่องหนักๆ เรามักถามตัวเองว่า “จะผ่านมันไปได้อย่างไร?”-------------------บางครั้งเราอาจมีคนที่ค...
27/08/2026

เคยไหม? ในวันที่ชีวิตเจอเรื่องหนักๆ เรามักถามตัวเองว่า “จะผ่านมันไปได้อย่างไร?”
-------------------
บางครั้งเราอาจมีคนที่คอยอยู่ข้างๆ มีความฝันเป็นแรงผลักดัน หรือมีหน้าที่บางอย่างที่ทำให้ต้องลุกขึ้นสู้ต่อ แต่ในบางวันสิ่งที่ทำให้เรายังเดินต่ออาจไม่ใช่ใครที่ไหน หากเป็น ‘แสงเล็กๆ’ ที่ยังอยู่ในตัวเรา
แสงที่ว่านั้นอาจเป็นความหวังที่บอกว่าเรื่องราวตรงหน้าจะผ่านไปได้ อาจเป็นความเชื่อมั่นที่ทำให้เรายังอยากลองอีกครั้ง หรือเพียงความคิดเล็กๆ ที่บอกกับตัวเองว่า “ฉันทำได้!”
สิ่งนี้อาจเชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่อง ‘Resilience’ หรือ ‘การฟื้นคืน’ คือความสามารถในการรับมือและปรับตัวต่อประสบการณ์ที่ยากลำบากและท้าทายในชีวิต
โดย American Psychological Association (APA) ได้อธิบายว่า Resilience ไม่ได้หมายถึงเพียงผลลัพธ์ของการผ่านพ้นเรื่องยาก แต่ยังหมายถึง ‘กระบวนการ’ ของการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งความต้องการจากภายในและแรงกดดันจากภายนอกตัวเรา
ดังนั้น คนที่มี Resilience ไม่ได้หมายความว่าเป็นคนที่ไม่รู้สึกเครียด ไม่หวั่นไหว หรือไม่เคยเจ็บปวด ตรงกันข้าม การมี Resilience ยังหมายถึงการยอมรับและค่อยๆ ก้าวผ่านความเจ็บปวดทางอารมณ์และความทุกข์เหล่านั้นไปด้วย
เพราะความเข้มแข็งไม่ได้เกิดจากการที่เราไม่เคยล้ม หากแต่เกิดจากการที่เราค่อยๆ กลับมายืนได้อีกครั้งไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม
สิ่งสำคัญคือ Resilience ไม่ใช่คุณสมบัติที่ติดตัวเรามาแบบตายตัว แต่เป็นความสามารถที่พัฒนาได้เมื่อเวลาผ่านไป เราอาจรับมือกับเรื่องหนึ่งได้ดี แต่กลับรู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอเมื่อเจอกับอีกเรื่องหนึ่ง
นั่นไม่ได้แปลว่าเราไม่มีความเข้มแข็ง เพียงแต่ความยืดหยุ่นของเราสามารถเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ และเรายังสามารถเรียนรู้ที่จะรับมือกับมันได้ดีขึ้น
ดังนั้น ความยืดหยุ่น ความสามารถในการปรับตัว และความพากเพียร ล้วนเป็นสิ่งที่ช่วยให้เราค่อยๆ เข้าถึง Resilience ของตัวเอง ผ่านการเปลี่ยนแปลงทั้งความคิดและพฤติกรรม
ยังมีงานวิจัยที่กล่าวถึง Resilience ชี้ว่า เมื่อคนเราเชื่อว่าความสามารถของตัวเองสามารถพัฒนาได้ หรือมีสิ่งที่เรียกว่า ‘Growth Mindset’ ก็มีแนวโน้มที่จะมี Resilience มากขึ้น สามารถทำสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้น และมีการตอบสนองต่อความเครียดจากความยากลำบากลดลง
ดังนั้น บางทีการมีหัวใจที่แข็งแรงจึงไม่ได้หมายความว่าเราต้องทำตัวเองให้แข็งแรงตลอดเวลา แต่อาจหมายถึงการรู้ว่า ในวันที่ชีวิตเปลี่ยนแปลง เราสามารถปรับตัวอย่างไร ในวันที่ผิดหวัง เราจะดูแลตัวเองอย่างไร
และในวันที่ยังมองไม่เห็นทางข้างหน้า เราจะรักษาแสงเล็กๆ ในตัวเองเอาไว้อย่างไร เพราะเราอาจไม่สามารถเลือกได้ว่าชีวิตจะพาเราไปพบกับอะไร แต่เราเลือกได้ว่าจะรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร และจะยังลุกขึ้นเดินต่อไปหรือไม่
เช่นเดียวกับเส้นทางตลอด 48 ปี ของ ปตท. ที่ต้องเดินทางผ่านช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง วิกฤต และความท้าทายมากมาย ก่อนจะค่อยๆ ปรับตัวให้เดินหน้าไปพร้อมกับโลกที่ไม่เคยหยุดเปลี่ยนแปลง
จากวันที่ประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตพลังงาน ปตท. เองก็ต้องเรียนรู้และปรับตัวท่ามกลางข้อจำกัดและความเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและอยู่เคียงข้างคนไทย ให้ประเทศยังคงสามารถเดินหน้าต่อไปได้
ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา สิ่งสำคัญจึงอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า ปตท. เดินทางมาไกลแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าได้ผ่านอะไรมาบ้าง เรียนรู้อะไรจากสิ่งเหล่านั้น และยังมีพลังมากพอที่จะปรับตัวแล้วเดินต่อไปได้อย่างไร
เรื่องราวนี้จึงมีบางอย่างคล้ายกับชีวิตของคนเรา เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าข้างหน้าจะมีอะไรเกิดขึ้น บางช่วงของชีวิตอาจสว่างไสว ขณะที่บางช่วงอาจมืดมนจนเราไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าจะเดินต่อไปทางไหน แต่ในวันที่มืดมนที่สุด เราอาจไม่จำเป็นต้องมองหาแสงสว่างไสวที่อยู่ห่างไกลเสมอ
เพราะบางครั้ง ‘แสง’ ที่เราต้องการ อาจเป็นเพียงแสงเล็กๆ ที่ยังอยู่ในตัวเรา
แสงของความหวัง
แสงของความเชื่อมั่น
แสงของความฝัน
หรือพลังเล็กๆ ที่บอกกับเราว่า แม้วันนี้จะยังไม่ดีขึ้น แต่เรายังสามารถค่อยๆ ผ่านมันไปทีละวันได้ และเมื่อเราอดทน เรียนรู้ ปรับตัว และไม่หยุดก้าวไปข้างหน้า แสงเล็กๆ นั้นก็อาจค่อยๆ สว่างขึ้น จากแสงที่เคยมีไว้เพียงเพื่อพาตัวเองผ่านวันยากๆ อาจกลายเป็นแสงที่ส่องไปถึงคนอื่นและพื้นที่รอบตัวเราได้ในวันหนึ่ง
นี่จึงเป็นอีกความหมายหนึ่งของการเดินทางตลอด 48 ปี ของ ปตท. ที่ไม่ได้มีเพียงเรื่องของการเติบโต แต่ยังผ่านการเปลี่ยนแปลงและความท้าทาย พร้อมกับการปรับตัวเพื่อเดินหน้าต่อไป
และในโอกาสครบรอบ 48 ปี ปตท. จึงต้องการถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้ พร้อมส่งต่อกำลังใจผ่านบทเพลง ‘เจิดจรัส ชัชวาล’ ที่ชวนมองย้อนกลับไปยังการเดินทางของคนคนหนึ่งในแต่ละช่วงวัย ตั้งแต่ความพยายาม ความฝัน ความมุ่งมั่น ไปจนถึงวันที่สามารถส่งต่อพลังและสิ่งดีๆ ให้กับผู้อื่นได้
เพราะไม่ว่าจะเป็นชีวิตของคนคนหนึ่งหรือการเดินทางขององค์กร เมื่อมองย้อนกลับไป สิ่งที่ทำให้เราเดินมาถึงวันนี้ได้ อาจไม่ใช่เพราะเราไม่เคยเจอวันที่มืดมน แต่เพราะในทุกครั้งที่เผชิญความมืด เรายังมีแสงเล็กๆ บางอย่างในตัวเองที่ช่วยให้เราค่อยๆ เดินต่อ
จนวันหนึ่ง แสงเล็กๆ ที่เคยช่วยพาเราให้ผ่านวันยากๆ มาได้ อาจส่องสว่างขึ้นจนกลายเป็น ‘เจิดจรัส ชัชวาล’ เหมือนกับผลลัพธ์แห่งการปรับตัว จากเพียงส่องสว่างให้ตัวเอง จนแสงนั้นค่อยๆ แผ่ไปยังรอบข้าง เช่นเดียวกับ ปทต.
-------------------
MOODY ชวนทุกคนร่วมชม Official Music Video เพลง ‘เจิดจรัส ชัชวาล’ เนื่องในวาระครบรอบ 48 ปี ปตท. เพื่อร่วมเดินทางไปกับเรื่องราวของการเติบโต ความพยายาม และแสงสว่างเล็กๆ ที่อยู่ในตัวเราทุกคน
#48ปีปตท #จากรากฐานที่มั่นคงสู่อนาคตที่ยั่งยืน
#ปตท

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Sine - Crystal of Soulผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์