08/07/2025
เปิดนิทาน “กระฮอกด่อน”
สำนวนสกลนคร ฉบับวัดแจ้งแสงอรุณ (พระอารามหลวง) จังหวัดสกลนคร
•
โดย
นางสาวโยษิตา อุษาพรหม (น้องโย)
นักศึกษาชุมนุมพุทธศาสน์ ศิลปะและวัฒนธรรม
มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
(กลุ่มประวัติศาสตร์ และโบราณคดี)
___________________________________________________
•
กล่าวถึงตำนานหนองหารสกลนคร หลายท่านคงนึกถึงเรื่องราววรรณกรรมนิทานตำนานรัก เรื่อง “กระฮอกด่อน” หรือ “ผาแดง - นางไอ่”
•
•
แต่ !!! ท่านรู้หรือไม่ว่า วรรณกรรมพื้นบ้านอีสาน เรื่อง กระฮอกด่อน “สำนวนเมืองสกลนคร” ระบุชื่อ “ท้าวคำแดง” แทนชื่อ “ผาแดง” ซึ่งนั่นคือ “บุคคลคนเดียวกัน” แล้วท้าวคำแดง ก็ไม่ใช่ “พระเอก” แล้วก็ไม่ได้นางไอ่ไปครอง
•
•
เมื่อ “ผาแดง” หาใช่ “พระเอก” แล้วใคร ???
•
เอ้า จะใครที่ไหน !!! พระเอกตัวจริงที่ได้ “สีดานางไอ่” ไปครอง คือ “ท้าวพังคี“ ที่แปลงกายเป็น “กระฮอกด่อนแขวนกระดิ่งคำ” นั่นเอง
•
•
อนึ่ง บ้านเมืองประชาชนชาวเมืองขอมว่า ถูกเหล่านาค “เอาชีวิต” ถล่มเป็นผืนน้ำ พลันได้รับการชุบชีวิตขึ้นมา แล้วพากันกลับไปสืบอาวาสย้าวเรือนเมืองขอมต่อไป จบแบบไม่สูญเสียใครเลย อยู่กันปกติแบบ “เกี่ยวดองกัน”
•
•
เอาล่ะ เรื่อง ”กระฮอกด่อน“ ที่จะมาเล่าในวันนี้ เป็นสำนวนเมืองสกลนครแท้ ฉบับวัดแจ้งแสงอรุณ (พระอารามหลวง) จังหวัดสกลนคร ที่พระเดชพระคุณหลวงปู่พระเทพสิทธิโสภณ หรือ ”หลวงปู่ตึ้ม“ พระมหาเถระผู้ “รัตตัญญู” แห่งเมืองสกลนคร อุตสาห์ปริวรรตจากหนังสือใบลาน อักษรไทยน้อย เป็นอักษรไทยปัจจุบัน เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๘ ให้ลูกหลานได้มีไว้ศึกษาประดับปัญญา และวันนี้น้องโย จึงได้หยิบยกผลงานการปริวรรตของพระเดชพระคุณหลวงปู่ มาสรุปเรื่องให้เป็นความไทยปัจจุบันพอสังเขป ดังนี้
•
•
•
พญาขอม กับพระเทวี มีพระธิดานามว่า “นางไอ่” เป็นสตรีที่มีรูปลักษณ์สวยงาม เมื่ออายุได้ ๑๔ ปี ความงามของพระธิดานางไอ่ก็เป็นที่เลื่องลือไปในทั่วสารทิศไปจนถึงนาคพิภพ กล่าวถึงเมืองนาคพิภพ พญานาโคเป็นผู้ปกครอง มีพระโอรสนามว่า “พังคี”
วันหนึ่งท้าวพังคี ได้ขอบิดาขึ้นไปเที่ยวเล่นยังโลกมนุษย์โดยแปลงกายเป็น “กระรอกเผือก” เพื่อชมความงามของนางไอ่ ฝ่ายพญานาโคได้เตือนพระโอรสว่า โลกมนุษย์นั้นอันตรายอาจถูกทำร้ายได้ ครั้นเมื่อไปถึงโลกมนุษย์เมืองขอมก็ไม่เห็นนางไอ่จึงแปลงเป็นกระรอกเผือก แขวนเคาะ (กระดิ่ง) เต้นไต่ไปตามต้นไม้ท่ามกลางเสียงเคาะที่ห้อยคออยู่ แล้วก็ขึ้นไปเกาะอยู่ที่ “ต้นสิมมะลี” (เรียกอย่างหนึ่งว่า “ต้นโพธิ์ทะเล” ที่เราเอาแก่นของผลไปจุ่มขี้ผึ้งทำดอกติดปราสาทผึ้งกันไงคะ) ที่เกิดอยู่ริมน้ำ โดยเกาะอยู่ตรงนั้นเป็นเวลาสามวันสามคืน
ครั้นเรื่องกระรอกเผือกทราบไปถึงนางไอ่ นางจึงได้เสด็จออกจากปราสาทไปดูกระรอกเผือก แล้วเกิดความอยากได้กระรอกเผือกตัวนั้น จึงนำความไปแจ้งต่อพญาขอมผู้เป็นบิดา ฝ่ายพญาขอมจึงสั่งให้นายพรานไปล้อมจับมาให้จงได้ เมื่อนายพรานรับคำสั่งจากพญาขอมจึงออกไปล้มจับมาถวาย ฝ่ายพังคีกระรอกเผือกจนมุม จึงอธิฐาน ๓ ประการ ประการแรกขอให้เนื้อของตนมีจำนวนมากได้เจ็ดพันเกวียน ประการที่สองขอให้ร่างของตนมีขนาดใหญ่ให้ชาวเมืองได้กินอิ่ม และประการสุดท้ายขอให้เนื้อของตนมีรสชาติอร่อย เมื่อกล่าวแล้วนายพรานจึงยิงด้วยหน้าไม้ ศรพิษ ”ยางหน่อง” (ต้นยางหน่อง เป็นไม้มีพิษ) ถูกตัวพังคีกระรอกเผือกก็เกิดพิษร้อนไปทั่วตัว พังคีกระรอกเผือกจึงบอกให้บริวาร กลับไปบอกบิดาของตน
กล่าวถึง นายพรานครั้นเมื่อยิงพังคีกระรอกเผือกแล้วจึงกลับไปแจ้งต่อพญาขอม พญาขอมได้ป่าวประกาศให้ชาวเมืองไปแล่เนื้อกระรอกนำไปกินทุกครัวเรือน ยกเว้นแต่กลุ่มหญิงหม้ายที่ถูกกีดกันออกไปไม่ให้ได้รับส่วนแบ่งเนื้อกระรอก
กล่าวถึง พญานาโค เมื่อทราบว่า ท้าวพังคี ถูกมนุษย์สังหารและแล่เนื้อไปกินเกิดความเคียดแค้น จึงให้ไพร่พลไปเชิญ “พญาหลวงเมืองหนองแส เจ้าเวินเขียว พญาหลวงไกรลาศ พญาแมบฟ้า ท้าวผาไดผาด่าง พญาหลี่ผี” ให้มารวมกันเพื่อไปทำลายเมืองขอม เมื่อมาพร้อมกันแล้วพญานาโคได้วางแผนให้นาคทั้งหลายล้อมเมืองขอมเอาไว้ โดยตนจะเข้ากลางเมือง ครั้นพลบค่ำก็ให้สัญญาณเคลื่อนพลโดยให้พญาหลวงเจ้าหนองแสออกก่อน ทางเหนือเป็นทัพเจ้าผาไดผาด่าง ทางใต้เป็นทัพพญาหลวงไกรลาศ เมื่อถึงเมืองขอมก็ทำการจัดทำทางขึ้นสู่โลกมนุษย์ ฝ่ายพญานาโคได้มีคำสั่งออกไปว่า คนไหนที่ได้กินเนื้อให้เอาชีวิต คนไหนที่ไม่ได้กินให้ปล่อยไป
กล่าวถึง ท้าวคำแดง แลเห็นทางเมืองขอมเกิดความโกลาหน เกรงว่าจะเป็นภัยแก่นางไอ่คนรัก จึงบอกให้เสนานามว่า “ขุนสาม” นำม้ามาให้ แล้วขึ้นควบม้าไปยังเมืองขอมโดยมีขุนสามเป็นผู้ติดตาม ขณะควบม้าไปนั้น ขุนสามเห็น “นกไส่” บินสนแส่ว เห็นว่า เป็นลางร้ายขุนสามจึงร่ายมนต์คาถาเป่าไประงับเหตุร้ายที่จะเกิดขึ้น ท้าวคำแดงกับขุนสามไปถึงบริเวณขอนไม้ที่เหล่าบริวารพญานาโควางไว้เป็นขวาก ท้าวคำแดงให้ขุนสามรออยู่ภายนอกกำหนดจุดนัดพบ แล้วท้าวคำแดงควบม้ากระโดดข้ามขวากไปจนไปถึงปราสาทนางไอ่ กล่าวถึงนางไอ่ ยังไม่รู้ตัวเมื่อเห็นท้าวคำแดงจึงจัดสำรับอาหารมาให้ท้าวคำแดงกิน แต่ท้าวคำแดงปฏิเสธว่า ตนได้กินมาจากเมืองแล้ว พร้อมกับบอกนางไอ่ว่า ระหว่างทางมานั้นตนพบกับขอนไม้วางเป็นขวากล้อมรอบเมือง ขณะนั้นนางไอ่บอกกับท้าวคำแดงว่า เมื่อสามวันที่แล้วนายพรานได้กระรอกเผือกตัวใหญ่ คนทั้งหลายก็นำมาปรุงเป็นอาหาร ทั้งพระบิดา พระมารดาก็ได้กินอาหารที่ปรุงจากเนื้อกระรอกนั้นด้วย ฝ่ายท้าวคำแดงได้ทาบเรื่อง จึงนำมาพินิจพิเคราะห์ดูเห็นว่าไม่ใช่เนื้อสัตว์ธรรมดาเป็นแน่แท้ ขอนไม้ที่วางเป็นขวากล้อมรอบเมืองคงเกี่ยวข้องกับกระรอกตัวนี้ ขณะนั้นบ้านเมืองก็พลันเกิดโกลาหนแผ่นดินสั่นไหวไปมา
ท้าวคำแดง บอกให้นางไอ่รีบเก็บข้าวของหนีออกจากเมืองขอมเสียโดยเร็ว นางไอ่หยิบได้ “ฆ้อง”และ “แหวน” ท้าวคำแดงพานางไอ่ขี่ม้าหนีออกทางประตูเมือง ขณะที่ผืนดินในบ้านเมืองกำลังถล่ม ครั้นม้ากระโดดออกพ้นประตูเมืองแล้วจึงไปหยุดอยู่ในสถานที่หนึ่ง ท้าวคำแดงกับนางไอ่มองกลับเข้าไปในเมืองก็เห็นเมืองขอมกำลังถูกนาคและบริวารทำลายให้ล่มจมเป็นหนองน้ำ ชาวเมืองพากันล้มตาย เหลือเฉพาะที่อยู่ของแม่หม้าย (ว่ากันว่า นั่นคือที่ “ดอนสวรรค์ใหญ่” และ “ดอนสวรรค์น้อย” ในหนองหาร) ทันใดนั้นท้าวคำแดง มองเห็นนาคและบริวารติดตามมาทางที่ตนกับนางไอ่หยุดอยู่จึงเร่งควบม้าหนีออกไปเสียให้พ้น หากแต่นาคกับบริวารยังขุดพื้นดินให้หลุบหล่มตามหลังม้าไป ท้าวคำแดงคิดว่า บริวารนาคติดตามมาเอาฆ้อง จึงปลดฆ้องทิ้งไป เกิดเป็น “วังฆ้อง” หากแต่ผืนดินยังถล่มตามหลัง จึงได้พูดกับนางไอ่ว่า นาคอาจจะตามมาเอาแหวน พลันจึงได้ถอดแหวนออกจากนิ้วแล้วทิ้งไป เกิดเป็น “หนองแหวน” อย่างไรก็ดีนาคก็ยังตามาติด ๆ จนม้าเกิดหมดแรง ทันใดนาคและบริวารก็เอาตัวกอดรัดเอาตัวนางไอ่ลงจากหลังม้าจมลงไปใต้ผืนน้ำ
ท้าวคำแดงเมื่อเห็นดังนั้นรีบกระโจนลงน้ำงมหาร่างนางไอ่ก็ไม่พบ แล้วก็ขึ้นขี่หลังม้าตามหาร่างนางไอ่ไปทั่วบริเวณก็ยังไม่พบ จึงกลับมายังจุดนัดพบที่ขุนสามรออยู่ ท้าวคำแดงถามขุนสามว่า เห็นนางไอ่หรือไม่ ขุนสามก็หาได้ทราบจุดที่นางไอ่จม ท้าวคำแดงเกิดความเสียใจเป็นอย่างยิ่งหมดเรี่ยวแรงพลัดตกจากหลังม้าจนเสียสติ ฝ่ายขุนสามเห็นดังนั้นจึงร่ายมนต์คาถาให้ได้สติคืน แล้วก็รีบพาท้าวคำแดงกลับเข้าสู่วัง เมื่อท้าวคำแดงกลับเข้าสู่วังก็ยังคงรำพึงรำพันหานางไอ่ เสนาอำมาตย์ทั้งหลายเห็นท่าไม่ดี ก็พากันจัดพิธีบายศรีสู่ขวัญท้าวคำแดงให้ได้สติคืนปกครองบ้านเมืองสืบไป
กล่าวถึง พญานาโคเมื่อได้พาบริวารทำลายเมืองขอมสาสมกับความโกรธแล้ว ก็บอกให้เสนาทั้งหลายตามเก็บเอาเศษซากร่างของท้าวพังคีกระรอกเผือกมารวมกัน แล้วตามหมอผู้มีวิชามาปรุงยาวิเศษเสกเป่าชุบชีวิตให้ท้าวพังคี ฟื้นกลับคืนมามีชีวิตดังเดิม พร้อมกับจัดพิธีบายศรีสู่ขวัญให้กับท้าวพังคี ส่วนพญาขอม นางเทวี นางไอ่ ชาวเมืองขอม และสัตว์ที่ล้มตายนั้น ท้าวพังคีให้เสนานาคทั้งไปไปตามเก็บมารวมกัน แล้วก็ขอให้พญานาโคชุบชีวิต พร้อมกับเนรมิตให้เมืองขอมให้กลับคืนมารุ่งเรืองเป็นบ้านเมืองดังเก่า
เมื่อชาวเมืองขอมได้รับการชุบชีวิตให้ฟืนขึ้นแล้ว ก็กลับไปยังบ้านเมืองของตน ฝ่ายท้าวพังคีอายุได้ ๑๖ ปี ก็คิดถึงนางไอ่อยู่ทุกเวลา จึงไปบอกพญานาโคว่า อยากได้นางไอ่มาเป็นชายา พญานาโคก็จัดหาสินสอดนำไปสู่ขอนางไอ่ให้กับท้าวพังคี เมื่อขบวนขันหมากไปถึงเมืองขอมก็มีการเจรจาสู่ขอตามประเพณี พญาขอมก็ยินดียกนางไอ่ให้กับท้าวพังคีตามประสงค์ โดยท้าวพังคี เป็นคู่ครองของนางไอ่มาแต่อดีตชาติ แต่เป็นเพราะเวรกรรมแต่คราวหลังส่งผลให้ต้องพลัดพรากจากกันนั่นเอง
จบแล้วค่ะ
อ่านฉบับปริวรรตที่ :
สุรัตน์ วรางต์รัตน์ (บรรณาธิการ).(๒๕๓๘). อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพพระราชวิมลมุนี (ศรีคำ อภิสทฺโธ). เรื่อง นิทานกระฮอกด่อน. สกลนคร : สกลนครการพิมพ์. หน้า ๖๓
ต้นฉบับเก็บรักษา ณ ห้องสมุดสกลนครศึกษา สถาบันภาษา ศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
เรื่องราวเวรกรรมแต่คราวหลังปฐมเหตุของเรื่องนี้ เป็นอย่างไร เอาไว้ว่าง ๆ โยจะมาเล่าให้ฟังนะคะ
ชุมนุมพุทธศาสน์ ศิลปะและวัฒนธรรม วค.สน. มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร สกลนคร ซิตี้